การกลับมาของ "น้าเทิด"

posted on 18 Nov 2009 11:05 by terry-kung

ทันทีที่สตั๊ดของคนคุ้นเคยตัวเล็กแต่ใจใหญ่คนนั้น เหยียบย่างลงบนสนามหญ้าที่สิงคโปร์ภายใต้หมายเลขเสื้อที่ไม่คุ้นตาอย่าง 42
ความรู้สึกแรกในตอนนั้นของผม เหมือนได้กลับมาคุยกับเพื่อนเก่าที่หายหน้าหายตาไปทำงานต่างประเทศเสียนาน อีกครั้งเลยนะครับ

เพื่อนเก่าที่ช่วยให้เกิดรอยยิ้มทุกครั้งที่ได้เห็นขาเล็กๆเกี่ยวบอลหลอกคู่ต่อสู้ไปมา ก่อนจะรังสรรค์มันต่อไปให้กับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆแบบเพลิดเพลินจำเริญตา ประปรายด้วยความตะลึงพรึงเพริดกับทักษะอันเอกอุเกินรูปร่างอันบอบบางร่างนั้น
เพื่อนแก่ที่ช่วยให้หัวใจพองโตทุกครั้งที่ได้ยลลีลาการปราบพยศลูกหนังราวกับเป็นมาธาดอร์บนสนามหญ้า อย่างนิ่มนวล นุ่มนิ่ม แต่ไม่เนิบนาบ แถมยังมากด้วยประสิทธิภาพจนเยาวชนรุ่นหลัง สามารถเรียนรู้และเดินรอยตามได้แบบไม่ต้องคัดกรอง 

"เทิดศักดิ์ ใจมั่น" หรือที่ตอนหนุ่มๆมักจะถูกเพื่อนๆในวงเหล้าเรียกแกว่า เทิดศักดิ์ มั่นใจ อันเนื่องมาจากการละเลงสีสันลงบนศีรษะของตัวเองอย่างสนุกสนานอยู่บ่อยๆ (ยังจำกันได้มั้ยครับ?)
วันนี้น้าเทิดในวัยย่าง 36 กลับมาช่วยให้แฟนบอลไทย ได้มีชีวิตชีวากับลูกเล่นอันแพรวพราวราวกับเล่นฟุตซอลบนสนามหญ้าของแกอีกครั้ง
แถมยังมีของฝากจากแดนไกลด้วยประตูสวยๆ แถมให้ด้วยอีกหนึ่งแผล สมกับการรอคอยของแฟนบอลไทยรุ่นกลางเก่ากลางใหม่อย่างผม ที่เติบโตมากับทีมชาติไทยชุดล้มลุกคลุกคลานจริงๆ

จากพี่เทิดในวันวาน ณ วันนี้ยศแบบไม่เป็นทางการของแกถูกแปรเปลี่ยนเป็น "น้าเทิด" ไปเรียบร้อยแล้วครับ

การคืนสังเวียนหญ้าในนามทีมชาติไทยอันเป็นที่รักอีกครั้งของน้าเทิด เกิดขึ้นพร้อมๆกับการประเดิมคุมทัพลงประลองยุทธ์อย่างเป็นทางการนัดแรกของอดีตกัปตันกระดูกเหล็ก "ไบรอัน ร็อบสัน" ผู้แบกรับความคาดหวังและมีหน้าที่กอบกู้ศรัทธาที่คนไทยมีต่อโค้ชชาวต่างชาติ ต่อจากปีเตอร์รีดคืนกลับมา ซึ่งทำเรื่องงามหน้าเอาไว้ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน นับว่าอักโขทีเดียวนะครับ สำหรับคนที่ร้างลางานคุมทีมไปเป็นแรมปีเช่นเขา

และด้วยสกอร์สุดท้ายยามท้าวมาลีวราชจากแดนปลาดิบพ่นลมออกมาเมื่อเข็มนาฬิกาผ่าน 90 นาทีไปแล้ว
สำหรับผมถือว่า เป็นการเริ่มต้นงานใหม่ที่ลุล่วงไปได้ด้วยดีจริงๆ สำหรับนายหัวคนใหม่ของทีมชาติไทยเรา
ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ก้าวแรกก็ตาม

รูปเกมในคืนวันบุกถล่มโรงงานลอดช่องวันนั้น พูดกันตามตรงว่าทีมชาติไทยของเราอยุ่ในอาการเจียนอยู่เจียนไปเหมือนกันนะครับ ถ้าหากสิงคโปร์ทีมรวมดาวกระจุยจากทั่วโลกนั้น ไม่ใช้โอกาสเปลืองเหมือนนักการเมืองเปลี่ยนสังกัดแบบนั้น
รับรองเลยว่า งานแรกของร็อบสันนั้น สาหัสกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน

ครึ่งแรก อดีตกัปตันมาร์เวลสั่งให้ลูกทีมเน้นการปิดเกมทางริมเส้น เพื่อไม่ให้สิงคโปร์ได้ใช้การโจมตีด้วยลูกกลางอากาศ อันเป็นจุดเด่นของพวกเขาที่ใช้พิฆาตคู่ต่อสู้มานักต่อนักแล้วในการแข่งขันรายการนี้
ซึ่งต้องกระแทกมือดังๆให้กับร็อบสัน และนักเตะไทยทุกคนจริงๆ ที่เล่นได้ตามแผนของผู้เป็นโค้ชทุกประการ

แต่เกมในครึ่งหลัง เราต้องยอมรับนะครับว่าสิงคโปร์เค้าแก้เกมมาดีกว่านายหัวคนใหม่ของเรามากมายเหลือเกิน
ดีที่ว่านักเตะของเรายังรักษาตำแหน่งไว้ได้ดีในระดับนึง แต่ไม่ถึงกับดีจนไม่เกิดความผิดพลาด

จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่การลงมาเติมชีวิตชีวาในแดนกลางของ "น้าเทิด" ต่างหากครับ ที่ทำให้โรงงานลอดช่องถูกซุ่มโจมตีจนถึงแก่ความพินาศด้วยปลายสตั๊ดของจอมเทคนิคของไทยแค่ 3 หน่อเท่านั้น
จังหวะโต้กลับของเรา เกิดจากการครอบครองบอลที่เหนียวแน่นของ "เจ้ามุ้ย" และการเล่นตามสูตรของ "เจ้ากบ" ก่อนจะจบลงที่ "น้าเทิด" ในจังหวะสุดท้าย

การขึ้นเกมรอบนี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องฟลุคนะครับ
แต่เกิดจากการซักซ้อมและความเข้าขาเข้าใจในเกมลูกหนังของขุนพลช้างศึกล้วนๆเลย

ก่อนที่น้าเทิดจะลงมานั้น กัปตันที่ใครๆก็ไม่ค่อยรักอย่าง "ดัสกร" ก็เล่นได้อย่างดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะครองบอล เก็บบอลตรงกลาง หรือการเปลี่ยนเกมให้กับทีมในการรุกนั้น ดัสกรถือว่าตอบสนองแท็คติคที่ร็อบสันวางเอาไว้ได้ดีในระดับที่น่าพอใจเลยทีเดียว
ถ้าเล่นดี แล้วทำไมถึงโดนเปลี่ยนออกล่ะ?

ร็อบสันน่าจะรู้ถึงประวัติการควบคุมอารมณ์ที่เข้าข่าย "จุดเดือดต่ำ" ของดัสกรมาเป็นอย่างดี
อย่างที่เราเห็นนั่นแหล่ะครับ พนักงานโรงงานลอดช่องนั้น จงใจเล่นเพื่อยั่วให้ดัสกรตบะแตกอยู่ในแทบจะทุกๆจังหวะที่มีโอกาส ทั้งหนักในเกม และหนักแบบนอกเกม ตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย
แต่เกมนี้ต้องยอมรับว่าดัสกรนั้น คุมอารมณ์ได้ดีมากๆ ต่างกับเด็กเกเรสมัยที่โค้ชหรั่งคอยให้ท้าย แบบพลิกฝ่ามือทีเดียว
เชื่อว่าเป็นเพราะบารมีของอดีตนักเตะดังของร็อบโบ้ด้วยแหละครับ ถึงทำให้เค้าไม่กล้าเล่นแบบตามใจตัวเองเหมือนแต่ก่อน (ไม่เหมือนสมัยโค้ชหรั่ง ที่เอะอะอะไร ก็ให้วอล์ค เอาท์)

การเปลี่ยนดัสกรออก นั่นก็เพราะว่าร็อบโบ้เองก็ยังไม่ใคร่ไว้วางใจในการควบคุมอารมณ์ของเค้าเท่าไหรเหมือนกัน ซึ่งระยะเวลาเท่านั้นที่จะทำให้ดัสกรพิสูจน์ให้นายหัวคนใหม่ได้เห็นว่า "เค้าเปลี่ยนไปแล้ว"

แต่ดัสกรไม่ต้องเสียใจไปเลยครับ
หากดัสกรจะมานั่งพินิจถึงความเอกอุที่น้าเทิดได้ลงไปแสดงให้เค้าได้เห็นถึงอะไรหลายๆอย่าง กับบทบาทจอมทัพหลังคู่กองหน้าที่เขาเล่นอยู่

เทิดศักดิ์ นอกจากจะอ่านเกมขาดแล้ว การรู้จักดึงจังหวะเพื่อเรียกฟาวล์ หรือการอดทนอดกลั้นต่อสถานการณ์บีบบังคับนั้น น้าเทิดเก๋าเหลือเกินที่จะควบคุมอะไรหลายๆอย่างเอาไว้ได้ด้วยอุ้งสตั๊ดเล็กๆของเค้าคู่เดียว
ที่สำคัญสุดคือ "ภาวะผู้นำ" ครับ

ผมมองว่าการเรียกน้าเทิดกลับมาประจำการอีกครั้งในงานออกศึกใหญ่ครั้งนี้
ร็อบสันไม่ได้หวังแค่ประสิทธิภาพในสนามจากปลายสตั๊ดของน้าเทิดอย่างเดียวหรอกครับ แต่ผมคิดว่าร็อบสันหวังผลไปถึง "ทัศนคติแบบมืออาชีพ" และ "ภาวะผู้นำ" ที่น้าเทิดมีอยู่ในตัวเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะด้วยอายุหรือฝีเท้า 

ทั้งสองสิ่งที่ว่ามานั้น ผมหวังว่ามันจะตกสะเก็ดมาถึงนักเตะหลายๆคนในทีมโดยเฉพาะดัสกร อดีตเด็กอารมณ์ร้อนคนนั้นนั่นแหละครับ
หากดัสกรยึดถือน้าเทิดเป็นแม่แบบในการใช้ชีวิตหลังเสื้อสีเหลืองทองตัวนี้ ทั้งในและนอกสนาม 

เชื่อหัวอ้ายทิดเถิดครับ ว่าฉายา "กัปตันที่ใครๆก็ไม่รัก" นั้น
จะเป็นเพียงแค่อดีตที่แฟนบอลพร้อมจะซุกไว้ข้างหลัง แล้วหันมาโค้งคารวะเหมือนที่น้าแกกำลังได้รับอยู่ในตอนนี้อย่างแน่นอน.