แล้วสิงห์ขี้เซา ก็ทำเอาแฟนๆหายใจไม่ทั่วท้องอีกครั้ง

อัตราความตื่นเต้นจากการโกงความตายที่เคยยัดเยียดให้ช่างปั้นหม้อที่เดอะ บริดจ์เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา (เกมนั้นแลมพส์คุงดอดมายิงช่วงทดเจ็บนาทีที่ 3 ช่วยให้เชลซีขโมยสามแต้มออกมาจากมือสโต๊คเฉยเลย) อาจไม่ทะลักล้นจนน่าจดจำมากเท่าก็จริงนะครับ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าเกมเมื่อวันเสาร์ทำเอาผม (และสาวกสิงห์บลูส์) นั่งลุ้นจนแทบจะอยากให้ไมค์ ดีน ทำนกหวีดหายไปเลยในตอนนั้น (แถวบ้านเรียกคิดชั่วนะเนี่ย)

โดยเฉพาะช่วงที่ผู้เล่นเชลซีเริ่มจะหมดมุกในการเจาะรถบัสหน้าปากประตูสโต๊ค ผมสารภาพว่าเริ่มทำใจและเมียงมองถึงหนึ่งแต้ม ก่อนจะเริ่มเตรียมตัวหันไปเอาใจช่วยน้องไก่ให้เบรคผีแดงซักนัดไปแล้วด้วยซ้ำ (แอบคิดชั่วอีกครั้ง อิอิ) 

แต่คาร์เล็ตโต้ กับเฮียเหม่งวิลกิ้นส์ ก็ยังอุตส่าห์ไปสะกิดเรียกเทพีแห่งโชคให้มาลงที่บริททาเนียนได้สำเร็จ ถึงแม้จะมาเกือบไม่ทัน แต่ก็ยังดีกว่าไม่มา จริงมั้ย? 

มิสไซล์จากอีซ้ายของมาลูด้า ที่จู่ๆก็วิ่งฝ่ารถบัสของช่างปั้นหม้อทะลุมือซิมอนเซ่นส์เข้าไป จะเรียกว่ามีโชคติดปลายสตั๊ดนิดๆ ก็ไม่น่าเกลียดเลย
หนำซ้ำ ยังมาเฮงในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเอามากๆเลยเสียด้วยซิ

เพราะนอกจากจะช่วยให้เชลซีกลับมาเก็บสามแต้มเข้าบัญชีแบบเน้นๆแล้ว ยังช่วยให้พวกเขาเริ่มสัมผัสถึงดีเอ็นเอของผู้ชนะขึ้นเรื่อยๆ ดีไม่ดีอาจช่วยเพิ่มความฮึกเหิมและความมั่นใจ ก่อนลงทำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในกลางสัปดาห์นี้กับปอร์โต้ และอาจลากยาวไปถึงเกมกับท็อตแน่มสุดสัปดาห์หน้าก็เป็นได้

แต่ถึงกระนั้น คำถามสำหรับเชลซี และอันเชลอตติก็ยังอุตส่าห์ตามมาอีกเป็นพะเรอเกวียน

การเสียประตูต่อทีมที่บกพร่องทางศักดินาอย่างฮัลล์, ซันเดอร์แลนด์ และสโต๊ค ย่อมบ่งบอกถึงความผิดปกติในกำแพงเหล็กบางอย่างของสิงห์บลูส์ได้ไม่มากก็น้อย จนเป็นที่มาของความขี้สงสัยในใจของใครหลายคน (รวมทั้งผม) ว่าเชลซีกำลังเป็น "สิงโตขี้เซา" รึเปล่า?

คนเสื้อน้ำเงินในซีซั่นนี้เครื่องร้อนช้ามากๆเลยนะครับ
การเน้นครองบอล รอดูเชิงคู่ต่อสู้ในช่วง 5-10 นาทีแรก กลายเป็นจุดอ่อนที่คู่แข่งสามารถนำมาใช้เล่นงานพวกเขาได้อย่างง่ายดาย หากขุนพลที่อยู่ในทีมมีศักยภาพถึงชั้น หรือมีเกรดมากกว่าที่เป็นอยู่
ที่ผ่านมา เชลซียังโชคดีที่โดนเล่นงานด้วยทีมที่ศักยภาพไม่แกร่งทั่วแผ่น เลยทำให้พวกเขายังพอมีเวลาผงกหัวตั้งลำกลับมาสู่เกม จนนำมาซึ่ง 3 คะแนนได้อย่างที่เห็นกัน

ลองคิดเล่นๆนะครับ ว่าหากเปลี่ยนเป็นทีมในกลุ่มหัวแถวอย่าง ลิเวอร์พูล, ยูไนเต็ด หรืออาร์เซน่อล ผมว่าโอกาสในการพลิกกลับมาขโมยแต้มแบบเน้นๆ แบบที่ผ่านมา พี่แจ้อาจต้องร้องเพลง "โอ๊ยๆ" เลยก็ได้

เกมกับสโต๊ค ก็เช่นกัน
ฟุตบอลไดเรคท์แบบต้นตำรับอังกฤษโบราณ ลุยเป็นลุย เสียบเป็นเสียบ สร้างความลำบากและยุ่งยากในการเล่นบอลตามช่องของเชลซีมากๆ จนทำให้สิงโตชราทั้งหลายได้แต่เคาะบอลกันไปมาเพื่อหาช่องเข้าทำเท่านั้น

แนวรับของสโต๊คในครึ่งแรกจัดว่ามาร์คตัวได้ดีจนน่ายกนิ้วให้ ปิดช่องเข้าทำของเชลซีจนต้องอาศัยการลากลุยทางกราบ และความสามารถเฉพาะบุคคลของเชลซี เพื่อพยายามดึงตัวประกบและถ่างช่องว่างระหว่างผู้เล่นทั้งสองทีมให้มากที่สุด

ขนาดหน้าเป้าอย่างดร็อกบา ยังต้องฉีกหนีตัวประกบลงมาล้วงบอลเพื่อเปิดช่องให้เพื่อนในการเข้าทำเลยครับคุณ

อีกทั้งการที่เกมต้องหยุดปฐมพยาบาลเจมส์ บีทตี้ กับ โทมัส โซเรนเซ่น ที่กินเวลานานหลายนาที
กอปรกับการเบรคเกม ตัดเกมหนักๆอยู่เป็นระยะของสโต๊ค ยิ่งช่วยให้เกมของเชลซีขาดตอน จูนกันไม่ติด ครองบอลได้ไม่ต่อเนื่อง เก็บบอลจังหวะสองไม่ได้ ลากลุยกันไม่เป็นไปเลย
แถมยังมาโดนสโต๊ค สอยตาข่ายไปก่อนอีก ยิ่งทำให้เชลซีเล่นยากมากกว่าเดิมอีกพะเรอเกวียน

แต่..แต่..แต่ แต่ช้าแต่...
จะบอกว่าโชคดีก็ได้นะครับ ที่การเบรคเกมบ่อยๆของสโต๊ค ช่วยให้เข็มนาฬิกาในครึ่งแรกถูกยืดให้นานกว่าเดิมออกไปถึง 8 นาที อันเป็นที่มาของการตะกายมาจากหลุมอีกครั้ง (ในฤดูกาลนี้) ของเชลซี
(ท่ามกลางเสียงค่อนขอดของคอมเมนเตเตอร์บางคนว่าทดเวลานานเกินไป)

ขณะที่ในครึ่งหลัง สโต๊คก็กลับปล่อยให้เชลซีเดินเกมได้ไหลลื่นมากเกินพอดีไปนิด ไม่มีการเบรคเกมหนักๆเหมือนในครึ่งแรก (ซึ่งใช้ได้ผลนะ) แต่กลับไปเลือกที่จะถอยลึกลงไปตั้งโซนเพรสเสียมากกว่า
เอ...ไม่สิ ขออนุญาตเรียกว่าเอารถบัสไปจอดไว้ดูจะเหมาะกว่านะครับ (ขอขอบคุณวลีเด็ดจากจ่ามู ไว้ ณ ที่นี้) 

สโต๊ค เลือกที่จะแพ็คหลังให้แน่นมากกว่าเดิม โดยพยายามนำบทเรียนจากครึ่งแรกที่เผลอเรอ ขาดสมาธิจนโดนแลมพส์คุง กับ ดร็อกซังโยกหลอก พร้อมแหวกด่านเข้าไปกะซวกไส้ซิมอนเซ่นส์ แล้วหวังความมหัศจรรย์ของดีแล็ปเพื่อตีหัวเข้าบ้านอีกซักครั้ง

ซึ่งก็ทำได้แค่เกือบเท่านั้นแหละครับ
เพราะอันเชลอตติไม่รีรอที่จะปล่อยให้เวลาเดินหนีพวกเขาไปอย่างไร้ประโยชน์ อดีตโค้ชมิลานเลือกที่จะปรับเกมในแดนกลางด้วยการส่งเอสเซียงมาช่วยเก็บบอลที่แถวสองทันที โดยหวังผลที่ความต่อเนื่องในการเข้าทำและโขยกไม่มียั้งหยุด ซึ่งในครึ่งแรกสาเหตุนึงที่เชลซีขาดความต่อเนื่องในการบุกก็เพราะมิดฟิลด์ไม่สามารถเก็บบอลจังหวะสอง เพื่อเข้าบี้ต่อได้เลย

ขณะเดียวกันอันเชลอตติก็ไม่ลังเลที่จะส่งมือปืนที่ชื่อชั้นน่าเกรงขามกว่ากาลู ลงมาเพื่อสนับสนุนดร็อกบามากขึ้น โดยตามแท็คติค พี่แจ้ต้องการให้อเนลก้าช่วยดึงตัวประกบออกมาอย่างน้อยๆ 2 คนเพื่อเปิดช่องและทำลายโซนเพรสของสโต๊คให้ได้มากที่สุด เพราะตลอดเวลาที่กาลูวิ่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่ในสนามร่วมๆชั่วโมงนั้น ไม่สามารถตอบสนองแท็คติคที่อันเช่ต้องการให้เห็นผลซักเท่าไหร่ 

ซึ่งประตูชัยที่เชลซีได้ ก็ต้องให้เครดิตอเนลก้า รวมไปถึงเอสเซียงด้วยนะครับ ที่ช่วยกันเก็บบอลจังหวะสองและสามารถดึงบอลเปิดช่องให้มาลูด้าได้ส่องจนเก็บสามแต้มได้ทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ผมก็เริ่มสังเกตุและเริ่มเข้าใจอุปนิสัยในการทำงานของอันเชลอตติมากขึ้นเรื่อยๆแล้วนะครับ โดยต้องบอกว่าปรัชญาในการทำทีมเชลซีของแก แตกต่างกับตอนคุมมิลานไม่น้อยเลยทีเดียว

เฮียอันเช่แกค่อนข้างศึกษาคู่ต่อสู้แบบนัดต่อนัดอย่างละเอียด แถมยังทำการบ้านระหว่างเกมได้ดีพอสมควรอีกด้วย โดยอันเชลอตติมักจะรอดูเชิง ไม่นิยมปล่อยหมัดใส่ก่อนหากโอกาสไม่จะแจ้งจริงๆ

บางที อาจเป็นเพราะว่าอันเชลอตติยังใหม่ต่อฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมากก็ได้ บอลที่เน้นการเข้าทำเร็ว เน้นลูกโยนยาวและพละกำลัง ผสมผสานกับเทคนิคเฉพาะตัวของผู้เล่นต่างชาติที่เดินให้เกลื่อนพรีเมียร์ลีก (ซึ่งที่อิตาลีในยุคหลังๆนี้ มีไม่มากเท่า) 

อีกทั้งนี่ก็เป็นงานนอกบ้านเกิดครั้งแรกของเฮียแกเสียด้วย จึงต้องระมัดระวังและศึกษามากเป็นพิเศษ ซึ่งตรงนี้ผมยังมองว่าอันเชลอตติสอบผ่าน และบริหารจัดการทีมได้ดีกว่าบิ๊กฟิลเยอะเลย
เรียกว่าเฮียแกปรับตัวได้เร็ว และแสดงถึงความเตรียมพร้อมในการเข้าทำงานที่นี่มาก่อนพอสมควร

อนึ่ง...
ผมไม่ได้มองที่ผลลัพธ์นะครับ แต่มองจากการที่อันเชลอตติพยายามรวมทีมให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งถือว่าเดือนแรกในเกมลีก พี่แจ้สอบผ่านแบบฉลุยทีเดียว

ขณะที่เกมรับของทีม ล่าสุดโดนรับน้องเพิ่มอีกหนึ่งเม็ด ซึ่งทำให้ยอดรวมขยับไปแล้วที่ 3 ตุง จาก 5 นัด 
ซึ่งต้องบอกเลยว่า คนที่คลั่งไคล้เกมคลีนชีตอย่างอันเชลอตติคงเริ่มทนไม่ได้ และเตรียมตัวหาทางขันเกมรับให้เปรี๊ยะกว่าเดิมอย่างแน่นอน (โดยเฉพาะลูกโด่ง)

นอกจากนั้น เรื่องความกล้าได้กล้าเสีย
ผมว่าเฮียอันเช่แกมีนิสัยใจเด็ดพอสมควร หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คิด เฮียแกไม่ค่อยลังเลในการถอดผู้เล่นออกเพื่อใส่คนที่น่าจะพลิกเกมและเล่นได้ตามแท็คติคมากกว่าลงไปทันที เรียกว่าเป็นคนตัดสินใจได้เร็วเอาเรื่องคนนึง

โดยที่ถึงแม้ว่าปรัชญาของโค้ชจากแดนพิซซ่าจะเป็นเพลย์เซฟแบบอิตาเลียนยังไง แต่อันเชลอตติก็ดูว้อนท์ 3 คะแนนมากกว่าที่จะกลัวแพ้ โดนเฉพาะกับเกมที่ตบเด็ก และต้องได้ 3 คะแนนเท่านั้น 
ซึ่งตรงนี้บอกตรงๆว่าผมชอบนะครับ

ส่วนคำถามเรื่องการยืนระยะ ที่ยังแว่วลอยมาตามลมเป็นระยะๆ
โดยเฉพาะเมื่อมีเกมยุโรปมาคั่นกลาง มีศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ กวักมือเรียกเมื่อตอนเดือนมกราคมแบบนี้ คงต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องตัดสินเพียงอย่างเดียว
แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าอันเชลอตติน่าจะเลือกบอลยุโรปมาก่อนเป็นลำดับแรก เพราะนี่คือเหตุผลเดียวที่เสี่ยหมีจิ้มอดีตโค้ชมิลานมาทำทีม

อ้อ! เกมบิ๊กโฟร์ชนกันเอง ก็เป็นอีกงานหนึ่ง ที่อันเชลอตติต้องทำให้ลุล่วง
เพราะอย่าลืมว่า ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้บิ๊กฟิลโดนดึงเก้าอี้ออกจากก้นที่เดอะ บริดจ์นั้น นอกจากไม่สามารถหลอมทีมให้เป็นหนึ่งเดียวได้แล้ว
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทีมและตัวของเขาเองพัง ก็มาจากความห่วยแตกในการชนกับบิ๊กโฟร์นี่แหละ
(สถิติ แพ้ 4 เสมอ 1 ไม่ชนะใครเลย มาชนะอาร์เซน่อล 4-1 ก็ในช่วงที่กุส ฮิดดิ้งค์เข้ามาคุมทีมแล้ว)

เพราะฉะนั้น
แค่อันเชลอตติ แสดงความเขี้ยวในการชนกับบิ๊กโฟร์ออกมาให้เสี่ยหมี และลูกทีมได้เห็น โดยเฉพาะเกมในบ้านที่เป็นเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ห้ามโดนใครมาลูบจมูกเด็ดขาด (ซึ่งมูรินโญ่ เป็นคนวางมาตรฐานนี้ไว้ ไม่แปลกที่บิ๊กฟิลจะถูกลูกทีมหมดศรัทธา เพราะความซวยที่เป็นคนทำลายสถิติที่สวยหรูในบ้านลง)

ถ้าทำได้ เชื่อว่าความมั่นคงในเก้าอี้สีน้ำเงินที่เดอะ บริดจ์ ของอันเชลอตติ ไม่มีทางโดนเลื่อยแบบบิ๊กฟิลแน่ๆ

ขณะที่คำถามสุดท้ายที่หลายคนถามถึง "คาร์โล อันเชลอตติ" เข้ามามากเหลือเกินว่าเป็น "ของจริง" อย่างบิ๊กกุส หรือเป็น "ของปลอมทำเหมือน" อย่างลุงฟิลนั้น

เอาไว้สถานการณ์ในลีก และบอลยุโรปกำลังเข้าไคล ฟุตบอลในแบบบอริ่งเชลซี ที่โดนค่อนขอด จะเป็นคำตอบของคำถามเหล่านี้เองครับ.

 

 

Comment

Comment:

Tweet