ร่วมๆ 4-5 เดือนแล้วซินะครับ ที่มหกรรมโรมรันพันตูบนยอดหญ้าของยอดทีมจากยุโรป ปิดฉากลงไป
พร้อมๆกับความงดงามและน่าตื่นตาตื่นใจในสไตล์การเล่น ภายใต้อุ้งเท้าของเหล่าขุนพลจากกาตาลุนย่า

แต่ในความรู้สึกของแฟนบอล โดยเฉพาะแฟนๆสิงห์บลูส์
ประตูผีจับยัดของ อันเดรส "ตี๋สเปน" อิเนียสต้า กับ บาทาลึกลับจากท้าวมาลีวราชที่ชื่อ "ทอม เฮนนิ่ง โอเฟรโบ" ที่ช่วยกันบรรจงสะกิดเชลซีให้ตกรอบรองฯ ต่อแชมเปี้ยนในบั้นปลายอย่างบาร์เซโลน่า ด้วยกฏประตูทีมเยือนไปอย่างน่าเจ็บใจลูกนั้น
มันเหมือนพึ่งผ่านไปเมื่อเดือนก่อนเองนะครับ

เผลอแผล็บเดียว มโหรีปี่พาทย์ของแชมเปี้ยนส์ ลีก ก็กลับมาบรรเลงเพลงแข้งกันอีกครั้งแล้ว

เชลซี เปิดป้อมปราการสีน้ำเงินต้อนรับอาคันตุกะจากโปรตุเกส ด้วยสายฝนที่โปรยปรายราวกับฝักบัวแตก พร้อมๆกับที่ต้องปราศจากเงาของ 2 นักโทษอย่าง "ดิดิเยร่ ดร็อกบา" และ "โชเซ่ โบซิงวา" ที่ถูกทั่นประมุขแห่งรายการนี้ (นามมิเชล "โยน ออฟ อาร์ค" พลาตินี่) สั่งจับเข้าคุกอัซคาบันเป็นเวลาถึง 4 นัด

ดังนั้น เกมแรกในบอลยุโรปของ "คาร์โล อันเชลอตติ" จึงต้องมีการปรับหมากกลในการต้อนรับอาคันตุกะจากโปรตุเกสกันพอสมควร

ซาโลมอน "อ่าง เทิดเทิง" กาลู ถูกส่งลงเล่นเป็นตัวจริงนัดที่ 2 ติดต่อกัน โดยแค่สลับคู่ขาจาก "เดอะ ดร็อก แมลงสาบแมน" ในเกมกับสโต๊ค มาเป็น "นิโก้ ดื้อ..คม..ดุ" ในเกมนี้ พร้อมๆกับต้องปรับบทบาทในการเข้าทำ เพื่อให้เข้ากับแท็คติคที่พี่แจ้วางเอาไว้อีกนิดหน่อย

ขณะที่แดนกลาง ก็ได้เอสเซียงกลับมายืนเป็น 11 คนแรกอีกครั้ง หลังจากเกมที่แล้วถูกสั่งให้พักเพื่อความสด(ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เจ้าไบซันเนี่ย สดเสียยิ่งกว่านมของฟาร์มโชคชัยเสียอีก)
โดยขนาบข้างด้วยฮาลฟ์กึ่งๆเพลย์เมคเกอร์ อย่างบัลลัค กับ มาลูด้า และมีแลมพส์คุง ยืนเชื่อมเกมให้อเนลก้า กับ กาลู ที่ด้านบนสุดของหัวเพชร

ส่วนมิเกล ที่วันนี้ไม่มีชื่อแม้กระทั่งตัวสำรอง แฟนเชลซีไม่ต้องตกใจไปนะครับ ว่าแกไปมีเรื่องงัดข้ออะไรกับพี่แจ้หรือเปล่า? ไม่มีอะไรหรอกครับ คู่นี้เขารักกันจะตาย
แต่เป็นเพราะว่ากฏของยูฟ่า ที่บัญญัติไว้ว่าต้องมีนักเตะฝึกหัดอยู่ในทีมชีตด้วย 3 คน จึงทำให้มิดฟิลด์จากไนจีเรียต้องหลุดโผไปโดยปริยาย

หลังบ้าน มีการโยกอิวาโนวิช ไปเล่นทางฝั่งขวา แล้วส่งริคกี้ คาร์วัลโญ่ ลงยืนตระหง่านเป็นกำแพงเหล็กเคียงบ่าเคียงไหล่กับกัปตันจอหน์ ส่วนฝั่งซ้ายน่ะเหรอครับ?
ปล่อยให้ซะมีของคุณนายเชอรีล แกขุดรากฝังหนอกไว้ตรงนั้นคนเดียวเถอะครับ ตราบใดที่ "โรนัลดินโญ่รัสเซีย" ยังไม่สามารถบอกเลิกกับนางพยาบาลที่เดอะ บริดจ์ได้ในเร็ววันนี้

เกมยุโรปนัดแรกของพี่แจ้เริ่มต้นท่ามกลางพระพิรุณที่โปรยปรายมาแบบไม่ปราณีปราศัย ตามประสาเทวดาในลอนดอนนั่นแหล่ะครับ
คือนึกจะตกก็ตก นึกจะหนาวก็หนาว ใครจะทำไม? (เทวดาในกรุงเทพก็เป็นกับเค้าด้วย สงสัยจะเป็นเทรนด์ใหม่)

เชลซีเจ้าบ้าน ทักทายแชมป์โปรตุเกสด้วยมิสไซล์นำวิถีจากแลมพส์คุงในช่วงต้นเกม ก่อนที่เจ้ายักษ์ตาเดียว เอ้ย! เจ้ายักษ์ตัวเขียวของปอร์โต้ จะเริ่มพิโรธ ปั่นป่วนแผงแบ็คโฟร์ของเชลซีเป็นระยะๆ

โดยเฉพาะในนาทีที่ 6 ที่เดอะ ฮัลค์ ลองใช้บาซูก้าส่องเชลซีดูบ้าง แต่โชคดีที่เฮียเช็คของเรา ยังยืนตำแหน่งไว้ได้ดี ก่อนจะใช้เข่ากระแทกลูกระเบิดจากเจ้ายักษ์เขียวให้พ้นอันตรายได้ออกไปอย่างน่าหวาดเสียว

สายฝนที่ลอนดอน ทำเอาการให้บอลแบบเท้าต่อเท้าของเชลซีตะกุกตะกัก งึกๆงักๆ ไม่คึกไม่คัก ประมาณว่าจั่งซี่มันต้องถอน อะไรประมาณนั้นเลย ให้บอลกันสั้นไปบ้างหล่ะ ยาวไปบ้างแหล่ะ ครั้นจะหวังลูกโยนข้ามฟากเพื่อเปลี่ยนแกนในการบุก ไกเซอร์น้อย กับ อิวาโนวิช ก็ยังดูขาดความพอดีในจังหวะดังกล่าวกันอยู่เรื่อยๆ

ยิ่งนักเตะปอร์โต้รับกันได้มีวินัยเท่าไหร่ ช่องในการเข้าทำก็ยิ่งดูเหลือเท่ารูมดเข้าไปเรื่อยๆ
หนำซ้ำ ที่ถึงแม้ปอร์โต้จะเป็นอาคันตุกะจากโปรตุเกสก็จริง แต่ในทีมกลับมีร้อยตำรวจเอกจากอเมริกาใต้ ปลอมตัวมาเล่นกันครึ่งค่อนทีม แถมยังอุตส่าห์เล่นใส่กองหน้าถึง 3 คนแบบไม่เกรงใจเจ้าบ้านอีกต่างหาก

บุกแต่ละทียอมรับว่าสงสารอิวาโนวิช กับ แอชลี่ย์ โคล จับจิตจับใจ เลยครับ
นี่ขนาดพวกพี่ๆเค้าขายลิซานโดร โลเปซ ไปแล้วนะครับ ถ้าหมอนี่ยังอยู่ รับรองเลยว่า แบ็คของเชลซีเหนื่อยหนักกว่านี้อีกแน่นอน เพราะตัวนี้นี่เป็นทีเด็ดประจำเวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเลยทีเดียว

ในเมื่อการเล่นบอลแบบเท้าต่อเท้าเริ่มขาดความแน่นอน ปอร์โต้ก็ยิ่งได้ใจซิครับ
พวกเขาเริ่มรู้วิธีหยุดยั้งและชะลอเกมบุกของเจ้าบ้านได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วใช้การขึ้นบอลแค่ 2-3 จังหวะ สวนกลับทีเดียวถึงหน้าประตูเชลซีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะชอตที่โรดิเกซ ไหลบอลออกทางฝั่งซ้ายให้กอนซาเลซ เปิดย้อยให้เฟร์นานโดขึ้นขวิดแบบย้อยๆอีกที แล้วลูกก็ลอยแบบย้อยๆอีกครั้ง ก่อนจะไปตกที่บนหลังคาตาข่ายแบบย้อยๆแค่ปลายนิ้วก้อย!!!

ทำเอาแฟนๆเจ้าบ้าน เสียวยิ่งกว่าเห็นหมออ้อยใส่ซีทรูมายืนเชียร์บอลข้างๆซะอีกนะครับ!

แต่ยังโชคดีที่ฟุตบอลมีครึ่งหลังให้โค้ชไปแก้เกม และเอาไว้มองหาทางออก
ซึ่งอันเชลอตติ กับ เรย์ วิลกิ้นส์ ก็เก่งพอและรู้วิธีที่จะทำอย่างไรให้เชลซี มีโอกาสในการเก็บ 3 แต้มเป็นของขวัญให้แฟนๆในสแตมฟอร์ด บริดจ์ ที่อุตส่าห์มายืนตากฝนเชียร์กันจนเกือบเต็มสนาม

อเนลก้า ใช้จังหวะฉาบฉวย สอดประสานกับ กาลู แล่บเข้าไปล่อเป้าเฮลตันได้สำเร็จ ทันทีที่เข็มนาฬิกาในครึ่งหลังขยับเขยื้อนไปได้แค่ 3 นาทีเท่านั้น โดยต้องซูฮกให้กับสัญชาตญาณที่เข้าขั้นเอกอุของมือปืนเฟร้นช์แมนแบบยกนิ้วโป้งให้เลยนะครับ

นิโก้ ไม่ได้แค่มีสปีดต้นที่เร็วจี๋เหมือนเสือชีตาร์เท่านั้น แต่เขายังมีสายตาของเหยี่ยวที่ช่ำชองในการล่าประตู ไม่น้อยไปกว่ากองหน้าระดับท็อปในยุโรปคนอื่นๆเลย อีกทั้งการวางเท้าของนิโก้ยังจัดว่าเข้าขั้น "สมบูรณ์แบบ" ทีเดียว
ไม่เช่นนั้น เราคงไม่เห็นประตูที่คมกริบ และหมดจดจากปลายสตั๊ดของเพชรฆาตเฟร้นช์แมนคนนี้ แบบชินตาอยู่บ่อยๆแน่ๆ

ส่วนรูปเกมหลังจากนั้น เชลซีพยายามจะใช้โมเมนตัมจากลูกแรก บดหนักหวังเอาประตูที่สองเพื่อฝังอาคันตุกะให้จมเดอะ บริดจ์ ให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่จนแล้วจนรอดก็ได้แค่เกือบ

โดยเฉพาะจังหวะที่อิวาโนวิช ดอดขึ้นไปเปิดให้ "มือปืนนัยน์ตาโศก" อย่างกาลู ขึ้นโขกกดลงพื้นแบบเต็มศีรษะ แต่เฮลตันประตูมือกาวของปอร์โต้ กลับงัดความมหัศจรรย์ทิ้งตัวปัดออกไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ พอๆกับที่เห็น "พิง ลำพระเพลิง" เป็นพระเอกหนัง นั่นแหละครับ

เมื่อทำไม่ได้ ก็กลับเป็นปอร์โต้ที่บุกแบบไม่เกรงใจเจ้าบ้าน โดยเฉพาะฮัลค์ ที่ใช้ทักษะ กับ ความใหญ่ โชว์ฟอร์มให้ทีมบิ๊กๆหลายๆทีมในยุโรปหันมามองเมียง ทั้งพักบอล ทั้งหาช่องยิง ทั้งหาช่องเพื่อทำชิ่ง ทั้งเรียกฟาวล์
จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่า "นี่มึงจะมาเล่นดี วันนี้ทำไมเนี่ย ไอ้หอกฮัลค์เอ๊ย"

แต่จนแล้วจนรอด สายฝนที่แอบซุกซ่อนตัวอยู่ในสนามหญ้า ก็ช่วยให้เชลซีเก็บบอลจังหวะสองที่ปอร์โต้ทำลั่นจากความลื่นของสนามไว้ได้จนเกือบหมด จนกระทั่งเฟร์นานโดของปอร์โต้ จับได้ใบแดงถูกเกณฑ์ให้ออกไปนั่งรอที่ห้องแต่งตัวช่วงท้ายเกมนั่นแหละครับ ถึงทำให้เชลซีแทบจะกำ 3 แต้มไว้ในมือได้แบบ 100 เปอร์เซนต์

สิ่งที่แฟนบอลได้เห็นหลังจากเกมนี้จบลง นั่นก็คือ
ในวันที่เชลซียังไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่เด็ดสะระตี่ ดีเลิศ เฉิดฉาย เหมือนพลอย เฌอมาลย์ ซักเท่าไหร่
แต่ประสบการณ์บวกความเขี้ยว ของทั้งตัวนักเตะและโค้ช ก็ยังเด็ดพอที่จะคว้า 3 แต้ม ในเกมที่ยากลำบากแบบนี้ได้

ซึ่งการตั้งการ์ดหลังพิงเชือกในช่วง 20 นาทีท้ายของเชลซีที่มีต่อปอร์โต้นั้น เป็นเสมือนการซ้อมใหญ่ในเกมรับกลายๆเลยนะครับ
เพราะช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่เปิดฤดูกาล เชลซีไม่ได้เจอทีมที่อหังการ์เดินหน้าแลกแบบนี้ซักเท่าไหร่เลย

โดยเฉพาะการจู่โจมจากทางกราบที่จะช่วยเป็นไซเรนให้อันเชลอตติกับลูกทีม สำเหนียกถึงการถูกคุกคามด้วยความจัดจ้านแบบนี้อีกครั้งในสุดสัปดาห์นี้ ด้วยอาคันตุกะจากบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างสเปอร์ส ทีมที่มีเกมรุกสะเด็ดสะเด่าเร้าอารมณ์มากที่สุดทีมนึงในลีก

โบซิงวา กับ แอชลี่ย์ โคล คงถูกอันเชลอตติติวเข้มในจุดนี้อย่างแน่นอน เพราะดูเหมือนว่าเชลซียังรั่วๆในจุดนี้อยู่บ่อยๆ เวลาที่โดนโต้กลับเร็ว ซึ่งตัวอย่างก็มีให้เห็นในเกมกับปอร์โต้นี้บ้างแล้ว

ขณะที่การขาดดร็อกบาในเกมนี้ อาจยังไม่ส่งผลกระทบมากมายเท่าไหร่นัก
ในเมื่อผลลัพธ์ที่ออกมา ยังคงเป็นเชลซีที่สุขสมหวัง และมีรอยยิ้มเมื่อกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลา

แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจไว้วางใจอะไรได้เลย
เพราะตลอดเวลาที่อันเชลอตติเข้ามาคุมเชลซีในฤดูกาลนี้ นี่เป็นนัดแรกในฤดูกาลที่เชลซียิงประตูได้แค่ลูกเดียว โดยที่ผ่านมาพลพรรคสิงห์บลูส์สามารถถลกหนังหัวคู่แข่งได้อย่างน้อยๆ นัดละ 2 ลูก เป็นอย่างต่ำทั้งนั้น
และที่ว่ามานั้น ในทีมชีตของเชลซีมี "ดิดิเยร่ ดร็อกบา" ลงเป็นตัวจริงทั้งนั้นเลยนะครับ
น่าคิดเนาะ

ผลงานโดยรวม ในค่ำคืนที่พระพิรุณคลั่ง
เชลซีก็ยังเขี้ยวพอกับเกมที่เน้นผลลัพธ์แบบนี้ ซึ่งถือว่าอันเลอตติออกสตาร์ทได้ไม่เลวเลย ในเกมยุโรป

ทีนี้ก็เหลือแต่หนทางข้างหน้าเท่านั้นแล้วล่ะครับ ว่าพี่แจ้ของเราจะร้องเพลงอะไรเมื่อฤดูกาลเริ่มเข้าไคลแม็กซ์
ระหว่าง "โอ๊ย โอ๊ย!" กับ "บ้านแสนรัก".

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet