"มีกับเค้าเหมืนกันนี่ เชลซี!!!"
ขออนุญาตเปิดหัวด้วยประโยคฮาๆ ของคุณแมวเพชรจากสตาร์ซอคเกอร์หน่อยนะครับ

หลังจากที่คนเสื้อน้ำเงิน ปล่อยให้สาวกทีมอื่นๆเกิดอัคคีภัยในดวงตา
กับผลงาน "ไม่เอา ไม่แพ้" ในช่วงเดือนแรกของฤดูกาลมาพอสมควร
ก็ถึงคราวของสิงโตชราที่ต้องเดินออกจากสนามในสภาพของผู้ปราชัยกับเค้าบ้างเสียที
พร้อมๆกับการถูกเจ้าของจ่าฝูงตัวจริงอย่าง "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" เค้ามาทวงคืนไปจากมืออีกต่างหาก

แต่อะไรก็ไม่ร้าย เท่ากับการที่ "ปีเตอร์ เช็ค"
ดวงแตกจับได้ใบแดงจากโถของ "ฟิล ดาวด์" ที่ทำเอาแฟนเชลซีหลายๆคน "Feel Down" ไปตามๆกัน
(จังหวะนั้น สารภาพว่าแอบเปลี่ยนชื่อฟิล ดาวด์ เป็น "คุณวรนัส" ไปหลายครั้งเหมือนกัน)

นั่นหมายความว่า เกมวัดกึ๋นนัดแรกของเชลซีและอันเชลอตติในฤดูกาลนี้ (ดวลกับ ลิเวอร์พูล)
จะปราศจากยีราฟใส่หมวก ลงยืนตระหง่านสร้างความเชื่อมั่นแก่กองเชียร์หน้าปากประตูอย่างแน่นอน
(พูดแล้วก็ยิ่งให้รู้สึกหงุดหงิดอีตาฟิล ดาวด์ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะจังหวะนั้น เฮียแกจะสมนาคุณด้วยใบเหลือง ผมว่าก็ไม่น่าเกลียดนะ แต่นี่พี่ท่านตะโกนว่า "ออฟ" มาแต่ไกลเลย "ฟัก ออฟ" ซิไม่ว่า)

ขณะเดียวกัน จะมามัวนั่งก่นด่าคุณวรนัส เอ้ย! มิสเตอร์ฟิล ดาวด์ อย่างเดียวก็ใช่ที่
เพราะจากรูปเกมที่ปรากฏต่อสายตาธารกำนัลนั้น เชลซีอดีตจ่าฝูงก็ไม่ได้ดีเด่กว่าเดอะ ลาติกส์ ซักเท่าไหร่
หนำซ้ำ ยังออกแนวขี้เหร่เนะ จนแทบอยากจะเบือนหน้าหนี เสียด้วยซ้ำไป

วีแกนในเกมนี้ ดูมีความมุ่งมั่นมากกว่าเชลซีอย่างเห็นได้ชัด
อาจเป็นเพราะว่าเล่นในบ้านด้วยส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งสำคัญมากๆ
ผมมองว่าเป็นเพราะคนหน้าตาเคร่งเครียดที่ยืนสั่งการข้างสนามนาม "โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ" ครับ

มาร์ติเนซสั่งให้ลูกทีมไม่ต้องยำเกรงอาคันตุกะมากดีกรีแต่อย่างใด
เดอะ ลาติกส์ อาศัยการเพรสซิ่งเร็ว และลูกหนักๆเข้าเล่นงานแดนกลางรูปเพชรของเชลซี จนงอมพระรามงามไส้ ทำอะไรไม่คล่อง ต้องรีบออกบอล พอเจอเข้าบอลซ้อน เข้าจี้ทีละสองคน ก็ทำเอาเอสเซียง กับมิเกล ต้องส่งบอลคืนหลัง หรือโดนบีบจนส่งบอลผิดพลาดกันอยู่ตลอดเวลา 

ก่อนที่ไดมอนด์ของเชลซีจะโดนบดทำลายตรงจุดยุทธสาสตร์ไปเรียบร้อยโรงเรียนวีแกนอย่างเบ็ดเสร็จ ทันทีที่ไตตรัส บรัมเบิ้ล ทำประตูขึ้นนำ เพราะมันหมายถึงแท็คติคของพวกเขาได้ผล และช่วยทำให้พวกเขาเล่นง่ายมากขึ้น พอๆกับโยนความอึดอัดและความกดดันไปให้ผู้มาเยือนไปแบกรับจนหลังแอ่นกันเอาเอง

แถวบ้านผมเรียกว่า "เข้าแก็ป" ครับ

หนำซ้ำการต่อบอลที่เร็วและค่อนข้างแม่นยำของวีแกน
ยังเป็นด่านการตรวจคนเข้าเมืองชั้นเยี่ยม ที่คอยหยุดยั้งและชะลอการหลั่ง...ไหลของเกมรุกเชลซี (เว้นวรรคได้วรนัสมากเลยผม) ไม่ให้มีโอกาสทะลุทะลวง หรือดันขึ้นสูงเพื่อบีบพื้นที่กดดันพวกเขาเลย

ทว่า ในช่วงเวลาหนึ่ง เชลซีก็เหมือนกำลังจะแอบปีนขึ้นมาจากหลุมได้อีกครั้งแล้วนะครับ
หลังจากอันเชลอตติ คิดเร็ว ทำเร็ว โดยการเปลี่ยนเอามิเกล ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะถูกโฉลกกับแผนรูปเพชรออก
แล้วส่งคนที่เก๋าเกม และมีประสบการณ์ในเกมที่อึดอัดแบบนี้อย่าง "ชูเลียโน่ เบลเลตติ" ลงมาเล่นแทน

ตอนนั้น รูปเกมของเชลซีเริ่มลงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนเลยเถิดไปภึงประตูตีเสมอ
หากไม่มีใบแดงของปีเตอร์ เช็ค ที่มาเปลี่ยนตอนจบของหนังเรื่อง "ฟื้นมาจากหลุม ภาค 4" ที่กำลังถ่ายทำโดยอันเชลอตติเสียก่อน เชื่อว่าเชลซีจะยังคงรักษาสถิติ "ไม่เอา...ไม่แพ้" เอาไว้ได้อย่างน้อยๆอีกนัด

แต่ลึกๆในใจ ผมเองก็อยากเห็นเชลซี "แพ้เป็น" ก่อนเจอกับลิเวอร์พูลนะครับ

เพราะที่ผ่านมา ถึงแม้เชลซีจะชนะจนเคยตัวก็จริง
แต่ผมว่า ในรายละเอียดหลายๆอย่างที่อันเชลอตติใส่ลงไประบบไดมอนด์นี้ ยังมีจุดบกพร่องอยู่หลายจุด

อาทิการใช้วิงแบ็คเข้าทำเกมรุกทางกราบ หากแมตช์ไหนคู่ต่อสู้ที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ
แต่ในเกมกับวีแกน เราคงได้เห็นแล้วว่า หากคู่ต่อสู้รู้วิธีรับมือ เกมบุกของทีมก็ตื้อเอาการเลยทีเดียว
แถมเผลอๆเจอสวนตูมเดียวหนักๆ ก็อาจจบเห่เอาง่ายๆซะอีก

แต่กระนั้น
ผมก็ยังมองว่าเป็นเรื่องดีมากๆ ที่มาร์ติเนซช่วยชี้ทางให้อันเชลอตติ มองเห็นถึงจุดบอดยามที่วิงแบ็คถูกจับตาย
ก่อนที่จะต้องรับมือลิเวอร์พูล ที่ฟอร์มกำลังร้อนได้ที่เลยทีเดียว

ขณะที่ช่วงเวลาฮันนีมูนของอันเชลอตติ กับผลงานมาสเตอร์พีซถึงเวลาต้องยุติลง
จากนี้ไป โค้ชอิตาเลียนที่มีความละม้ายคล้ายพี่แจ้ ก็กำลังเดินหน้าเข้าสู่การทำงานที่จริงจังมากยิ่งขึ้น
ปัญหานักเตะเจ็บ, แบน เริ่มกวักมือเรียกหา
ระบบการเล่นที่หากวันนึงไม่เวิร์ค นักเตะไม่แฮบปี้ อันเชลอตติจะแก้ไขยังไง

ไหนจะเกมยุโรป ที่เสี่ยหมีหมายมั่นปั้นมือกับเขาเอาไว้มาก
และที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือเกมกับบิ๊กโฟร์!

สาเหตุสำคัญข้อนึงที่ทำให้บิ๊กฟิลโดนเด้งก่อนเวลาอันควร ก็คือสถิติอันย่ำแย่ยามพบกับบิ๊กโฟร์นี่แหละครับ
ดังนั้น หากอันเชลอตติยิ่งโชว์กึ๋นในการชนกับบิ๊กโฟร์มากเท่าไหร่
ผมเชื่อว่ายิ่งทำให้อันเชลอตติทำงานได้ง่าย และสามารถซื้อใจนักเตะรวมทั้งเสี่ยหมีได้มากขึ้นเท่านั้น

ฤดูกาลผ่านไปแล้ว 7 นัดก็จริง
แต่การทำงานที่โหดหินของอันเชลอตติ และการผจญภัยในฤดูกาลแห่งความคาดหวังของเชลซี พึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเองครับ.

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet