ก่อนจะเริ่มละเลงคีย์บอร์ด ฝอยถึงชัยชนะของเชลซีที่ยัดเยียดให้กับคนเสื้อแดงเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา
ผมขออนุญาตยิ้มกว้างๆ, ยกนิ้วโป้งมือขึ้นมาระดับอก พร้อมๆกับรำลึกความหลังสมัยเรียนด้วยการเยวให้กับบรรดาขุนแข้งเสื้อน้ำเงินแบบลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ซักสามดอกเน้นๆว่า

"เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ"

ผมนั่งดูเกมซุปเปอร์ ซันเดย์ ที่วันอาทิตย์ถูกฉาบย้อมด้วยสีน้ำเงินนี้ ที่ร้านข้าวต้มโต้รุ่งในซอกหลืบของจังหวัดอุทัยธานีตั้งแต่ประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆ โดยถือเอาเคล็ด (ที่ไม่ขัดยอก) ว่าถ้าเกมไหนเชียร์เชลซีแล้วละเลยการสวมใส่เครื่องแบบสีน้ำเงินที่ปักตราสิงโตสีน้ำเงินตรงหน้าอก ถ้าหากวันนั้นเชลซีเกิดพบกับหายนะในผลการแข่งขันขึ้นมา ตัวผมเองจะรู้สึกผิดบาปราวกับเป็นต้นเหตุแห่งความย่อยยับของเชลซียังไงยังงั้นเลยล่ะครับ

คราวนี้ก็เช่นกัน
ถึงแม้ว่าเมื่อวันศุกร์ ผมจะมีงานด่วนต้องออกจากกรุงเทพฯตั้งแต่บ่าย เพื่อไปดูงานที่อุทัยธานีจนถึงวันจันทร์ก็จริง แต่เสื้อผ้าที่ถูกจับยัดใส่กระเป๋าเดินทางสีดำของผม ไม่เคยที่จะลืมกวักมือเรียกเสื้อสีน้ำเงินของอาดิดาส ให้เดินทางออกต่างจังหวัดด้วยกันเลยซักครั้ง

ผมออกจากบ้านพัก (ที่บริษัทจัดไว้ให้ ซึ่งไม่มีเคเบิล ฮ่วย!) ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่เลิกงาน แต่กว่าจะหาร้านอาหารที่มีถ่ายทอดฟุตบอลแบบสดๆให้ดู ก็ปาเข้าไปร่วมๆสองถึงสามขั่วโมง
ก่อนจะมาสะดุดกับร้านริมทาง ที่มีลักษณะเหมือนเพิงหมาแหงน (ตอนผมไป ผมไม่ได้แหงนมองนะครับ ^-^) ขนาดไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่มากมาย  ผมจึงตัดสินใจฝังหนอกตัวเองไว้ที่ร้านนี้ เพื่อเฝ้าเชียร์ทีมรัก โดยหารู้ไม่ว่า

ผมตกไปอยู่ใน "ดงเด็กหงส์" เข้าซะงั้น

เสื้อสีน้ำเงินเด่นของผม มันโดดเด้งราวกับน้องเอมมี่ ที่ซุกสาหร่ายทะเลไปแอบกิน ในงานประกาศผลรางวัลตุ๊กตายางทองคำยังไงยังงั้นเลยล่ะครับ
สายตาของคนในร้านที่มีไม่ต่ำกว่าสิบชีวิต มองมาที่ผม พร้อมๆกับรอยยิ้มที่มุมปากบ้าง ขมวดคิ้วฉงนระคนฉงายบ้าง ตาเยิ้มเหมือนเห็นสาวแรกแย้มบ้างล่ะ (คาดว่าคงเป็นเพราะฤทธิ์ของ "หงส์ทอง")

แต่อะไรคงไม่น่าตกอกตกใจเท่ากับ เห็น "เฟร์นานโด ตอร์เรส" เดินมารับออเดอร์ขอรับ !!!
เป็นตอร์เรสในเวอร์ชั่นผมสีเขียวว่าน่าตกใจแล้ว เสื้อลิเวอร์พูลที่ใส่อยู่มันชวนให้น่าตระหนกตกใจยิ่งกว่าเสียอีก

ก็ผมดันสะเออะไปแอบเห็นปีที่ก่อตั้งสโมสรลิเวอร์พูล จากสัญลัษณ์ของสโมสรที่อกเสื้อ มีการเปลี่ยนจากปีค.ศ. "1892" เป็น "1982" ซะงั้น  หนำซ้ำยี่ห้อ "adidas" ยังอุตส่าห์มีการรีแบรนด์ดิ้งใหม่เป็น "adidos" ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้าไม่ใช่คนขี้จับผิดอย่างผม รับรองว่าคุณๆ หรือใครๆก็คงไม่ทันได้สังเกตเห็นแน่ๆ

ฉับพลัน ก็ทำให้ผมนึกถึงวลีของบอ บู๋ ที่ชอบเอาใช้บ่อยๆว่า
"คนไทย ถ้าตั้งใจทำอะไร ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก" ขึ้นมาตะหงิดๆทันที

หลังจากผมสั่งอาหารไปได้ซักพัก ใบหน้าที่จิ้มลิ้มของตอร์เรส (ตัวจริง) ในทีวีก็ถูกยิงมาจากอังกฤษ พร้อมๆกับนายประตูมือสองของเชลซีนาม "เอ็นริเก้ ฮิลาริโอ" ที่ถูกส่งลงสนามแทนนายประตูมือกาวตัวจริงอย่างปีเตอร์ เช็ค ที่จับได้ใบแดงจากเกมแพ้วีแกน อย่างที่ทราบๆกัน (นั่นสิ อย่างที่ทราบๆกัน แล้วผมจะบอกอีกทำไมวะครับ?)

พอกล้องจับไปที่สองคนนี้ที่ยืนอยู่ข้างๆกันในอุโมงค์เท่านั้นแหละครับ เสียงของคนเสื้อแดงที่ร้านนี้กระชุ่นเป็นทำนองเพลงอะไรสักเพลง อย่างน่ารักฟังทันทีว่า
"โดนนนนน โดนนนนแล้วล่ะ"

สารภาพว่าบางห้วงอารมณ์ผมก็แอบคิดอย่างเด็กหงส์คนนั้นเหมือนกันนะครับ
แต่ด้วยประโยคที่ว่า "สถานการณ์ สร้งวีรบุรุษ" ของกวีคนไหนซักคนนั้น ทำให้ผมยังมีความเชื่อมั่นในตัวของนายด่านจากแดนฝอยทองคนนี้อยู่ลึกๆ (ถึงลึกที่สุด)

แล้วประโยคจากกวีข้างต้น ก็ยิ่งตอกลิ่มย้ำให้เห็นว่าประโยคนั้น ไม่ใช่เพียงถ้อยคำที่เลื่อนลอยแต่อย่างใด

ฮิลาริโอ ลงเล่นด้วยความมั่นอกมั่นใจ พร้อมๆกับความกระหายในการแสดงฝีมือ หลังจากต้องตกอยู่ในร่วมเงาของปีเตอร์ เช็ค มาตลอดหลายปีหลัง
การออกมาตัดบอล หรือแม้แต่การอ่านเกมที่ดีจนน่าได้เกรดเอของเขา ช่วยทำให้เพื่อนๆในทีมรู้สึกอุ่นใจ และสามารถเล่นได้แบบไม่ต้องกังวลมากนัก และยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้ฮิลาริโอเพิ่มพูนความมั่นอกมั่นใจมากขึ้น ยังผลให้ความมั่นใจนั้นกระทบชิ่งมาถึงคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ และเพื่อนร่วมทีมจนเกิดความสบายใจไร้กังวล ก่อนจะหาทางสร้างเกมกดดันคู่ต่อสู้ได้แบบอร่อยเหาะมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป

เด็ดที่สุดเห็นจะเป็นช็อตที่บินไปปัดลูกฟรีคิกของริเอร่าที่แอบลักไก่ในช่วงท้ายครึ่งแรก
สำหรับชอตนั้น ผมถือเป็นมาสเตอร์พีซ และเป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่ง ที่ทำให้เชลซีพบกับชัยชนะในเกมนี้เลยนะครับ

ในเมื่อเชลซีไม่เสียประตูไปก่อน บอกตรงๆเลยว่าช่วงพักครึ่ง ผมค่อนข้างมั่นใจในการแก้เกมของอันเชลอตติในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ครึ่งแรกมีไฮไลท์ของการแก้ลำกันของสองผู้จัดการทีมจอมวางแผนอยู่แบบจะๆสองสามครั้ง
เอล บอส แห่งเมอร์ซี่ยไซด์ ออกจะยิ้มแก้มปริทันทีที่รู้ว่าอิวาโนวิชได้ลงไปประจำการในเกมทางกราบฝั่งขวา พอๆกับที่ศึกษาเชลซีภายใต้การคุมทีมของอันเชลอตติมาดีพอสมควร
หลักฐานก็คือ การจู่โจมแบบไม่เกรงอกเกรงใจเจ้าบ้านตั้งแต่นกหวีดเริ่มทำงาน พร้อมๆกับเจาะไปที่เสี่ยเจ้าของบ่อน้ำมันอย่างอิวาโนวิช

ไม่ว่าจะเป็นเจอร์ราร์ดเอย ริเอร่าเอย อินซัวเอย ต่างผลัดกันมาแวะเวียนขอเติมน้ำมันที่ปั๊มของอินาโนวิชกันอย่างสนุกสนาน ชนิดที่ไกเซอร์น้อย กับ เอสเซียงร้านข้างๆ ต้องลงมาช่วยอิวาโนวิชรับแขกกันอยู่บ่อยๆ

แต่เอล บอส และนักเตะลิเวอร์พูลไม่รู้หรอกครับ ว่าวันนี้ปั๊มของอิวาโนวิชเค้าปิดบริการเร็วกว่าปกติ
อิวาโนวิชเปิดบ่อน้ำมันให้นักเตะหงส์เดินมาขุดเล่นกันได้แค่ช่วง 10 นาทีแรกเท่านั้น ก่อนจะค่อยๆตั้งหลักและปิดบริการก่อนเวลา พร้อมๆกับเดินทางขึ้นเหนือไปเจาะบ่อน้ำมันทางฝั่งซ้ายของลิเวอร์พูลอย่าง "เอมิลิอาโน่ อินซัว" คืนชนิดทบต้นทบดอก

เชลซีใช้การดึงเกมช้าในช่วงกลางครึ่งแรก เพื่อถอยมาตั้งเกมของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆอาศัยการต่อบอลจากเท้าต่อเท้าที่เร็วและค่อนข้างแม่นยำ เข้าเจาะลิเวอร์พูลอยู่หลายต่อหลายครั้ง
ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา และนิโก้ อเนลก้า ไม่มีใครไปยืนค้ำเพื่อกดดันกองหลังลิเวอร์พูลเลยซักคน แต่มือปืนทั้งสองหน่อ กลับเลือกที่จะสลับกันฉีกออกไปด้านข้าง เพื่อถ่างแนวรับของลิเวอร์พูลมากกว่า

ซึ่งยังไม่ได้ผลเท่าไหร่หรอกครับ
แต่เริ่มมองเห็นเค้าลางของการเข้าทำที่พอจะเป็นไกด์ในจังหวะต่อๆไปได้บ้างแล้ว

หลักฐานก็คือในนาทีที่ 25 ที่อเนลก้าถ่างไปรับบอลทางริมเส้นก่อนโยนระเบิดเข้าไปตรงกลาง ให้เดอะ ดร็อก โถมเข้ามาเปิดแผลที่ซ่อนอยู่ของลิเวอร์พูล ถึงแม้จะเบาเกินไป แต่ก็เริ่มทำให้เชลซีมองเห็นแล้วว่าจุดอ่อนของลิเวอร์พูลในซีซั่นนี้อยู่ที่คู่เซนเตอร์ตรงกลางจริงๆ
โดยเฉพาะลูกกลางอากาศ

เชลซีในครึ่งแรกเน้นเข้าทำแบบฉาบฉวย แล้วใช้ลูกกกลางอากาศเข้าโจมตีลิเวอร์พูล
การดึงเช็งเพื่อขอลูกฟรีคิกบริเวณริมเส้นมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นลูกโหม่งของบัลลัค หรืออิวาโนวิชในช่วงท้ายครึ่งแรก
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถหาทางเผด็จศึกได้ซะที

อย่างที่เกริ่นไว้แล้วครับ ว่าส่วนตัวผมเองนั้นค่อนข้างเชื่อมือในการแก้เกมของอันเชลอตติในช่วงพักครึ่งระดับหนึ่ง

หมากกลในครึ่งหลังของเชลซี ออกมาในรูปแบบของการสั่งให้ลูกทีมยึดพื้นที่ในแดนกลางให้ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  ใช้จอมทัพจาก 4 ชาติกดลูคัส กับมาสเคราโน่ ไม่ให้เดินเกมขึ้นหน้าได้สะดวก เพราะนั่นหมายความว่า "กัปตัน จี" ของเด็กหงส์ต้องลงมาต่ำเพื่อร่วมสังฆกรรมเกมกลางสนามมากกว่าเดิม ส่งผลให้น้องตอร์ของแม่ยกสาวๆ ค่อยๆหายหน้าหายตาหล่อๆไปจากกล้องทีวีอยู่บ่อยครั้ง

4 ขุนพลในแดนกลางของเชลซี ที่ถือกำเนิดจาก 4 ชาติอย่าง เอสเซียง, บัลลัค, แลมพาร์ด และเดโก้นั้น ทำงานในจุดยุทธศาสตร์ได้ดีมากๆ สลับกันเติมเกมรุก ผลัดกันช่วยเกมรับ อีกทั้งสายตาการผ่านบอล และความสามารถในการออกบอลแบบ "ฆ่ากันให้ตายไปข้าง" ของพวกเขายังอยู่ในระดับที่สามารถกดกองหลังและวิงแบ็คของลิเวอร์พูล ไม่ให้เติมเกมขึ้นมาตามดำเนินสะดวกเลยตลอดช่วงต้นครึ่งหลัง

คู่มือปืนในแดนหน้า ยังคงวิ่งพล่านทำทาง ฉีกคู่เซนเตอร์ให้แยกออกจากกันให้มากที่สุด
โดยเฉพาะดร็อกบา ที่กี่ปีๆ ก็ยังคงเป็นของแสลงของลิเวอร์พูลไม่มีเสื่อมคลาย  จังหวะฉีกไปรับบอล จังหวะปะทะ เดอะดร็อก เล่นงานจนสเคอร์เทล ที่ได้รับหน้าที่ให้ตามประกบงอมพระรามจนแทบจะงามไส้เลยทีเดียว

เชลซีเพรสซิ่งเร็ว จนลิเวอร์พูลตั้งเกมของตัวเองไม่ได้
และนั่นก็เป็นจุดเริ่มของความหายนะ ที่นำมาสู่ประตูแรกของเชลซีในเกมนี้ครับ

มาสเคราโน่ที่ปีนี้ฟอร์มดร็อปลงไปมากๆ อาจจะใจลอยไปอยู่ที่คัมป์ นู ตามขี้ปากชาวบ้านเค้าจริงๆก็ได้
กัปตันอาร์เจนตินา เสียบอลจากการเพรสซิ่งเร็วของเชลซีที่กลางสนาม ก่อนจะโดนการเข้าทำที่เด็ดขาดของเชลซี ด้วยการต่อบอลแค่ไม่กี่จังหวะ

ก่อนจะไปจบลงที่ความแข็งแกร่งของเดอะ ดร็อก และความคมกริบของนิโก้ เมื่อเกมเดินทางมาครบหนึ่งชั่วโมงพอดิบพอดี

ประตูของอเนลก้าทำให้เชลซีเริ่มผ่อนคลาย พอๆกับผ่อนเกมลงไปเองจนเกินพอดีไปหน่อย
ลิเวอร์พูลเริ่มตั้งลำกลับมาสู่เกมด้วยการอาศัยช่องจากจุดยุทธศาสตร์กลางสนาม ที่เชลซีถอนลงไปลึก จนมาสเคราโน่ มีพื้นที่ในการเก็บบอลจังหวะสองให้เจอร์ราร์ด นำไปเสกเวทมนต์บนปลายสตั๊ดต่อเอาเอง

ตอร์เรสที่โดนจับตาย จนกระดิกไม่ออกในชั่วโมงแรก เริ่มที่หาทางฉีกมารับบอลและคายพิษสงได้บ้าง
แต่สุดท้ายก็ยังโดนเทอร์รี่ กับคาร์วัลโญ่ เก็บกินเรียบวุธ

หากใครได้ดูเกมที่ลิเวอร์พูลแพ้ฟิออเรนติน่า กับเกมที่แพ้เชลซีเกมนี้ จะสามารถสังเกตเห็นถึงความเหมือนได้ถึงบางอย่างที่คล้ายคลึงกันของทั้งสองเกม
เชลซีพอได้ประตูขึ้นนำ ก็กางตำรา "คาเตนัชโช่" ออกมาใช้เหมือนที่ฟิออเรนติน่าเล่นงานลิเวอร์พูลทันที

ลิเวอร์พูลดูผิวเผิดเหมือนจะได้โอกาสในการตีเสมอ จากการยึดเกมกลางสนามมากขึ้นก็จริง
แต่มองให้ลึกลงไป ช่องในการเข้าทำของลิเวอร์พูลเหลือน้อยมากๆเลยนะครับ

หงส์แดงถูกบีบให้ออกไปเริ่มนับหนึ่งในการเข้าทำจากริมเส้นเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นก็เท่ากับว่าเป็นการยบั่นทอนศักยกภาพบอลรุกของเตอร์ราร์ด กับตอร์เรสไปแล้วในตัว
ลิเวอร์พุลได้แต่ใช้การโยนเข้ากลาง เพื่อหวังลูกโหม่งจากตอร์เรส หรือไม่ก็บอลจังหวะสองจากมิสไซล์ของกัปตันจี
ซึ่งเชลซีก็เก็บกินได้หมด จนลิเวอร์พูลเริ่มตีบตันทางไอเดีย ยิงไกลออกไปแบบไม่ได้ลุ้นอยู่หลายๆครั้งในช่วง 10 นาทีสุดท้าย

ถึงแม้เชลซีจะอยู่ภายใต้อุ้งมือของอันเชลอตติก็จริง
แต่อย่าลืมนะครับ ว่าแผนผังการมูฟเม้นท์ การเคลื่อนที่ในการรับ-รุก การยืนตำแหน่งในการป้องกันประตู ของผู้เล่นเชลซีนั้น ถูกมูรินโญ่ฝังหนอกเอาไว้ในเอ็นร้อยหวายของนักเตะพวกนี้ไว้หมดแล้ว

ดังนั้น ขอแค่เชลซีได้ผู้จัดการทีมที่มีฝีมือในการจัดการ บริหารความพอใจของซุปเปอร์สตาร์ในทีมให้อยู่หมัดได้ เรื่องการเดินหน้าเพื่อขอเอี่ยวล่าแชมป์รายการต่างๆไปจนโค้งสุดท้ายนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย
เนื่องจากศักยภาพของพวกเขามีกันอยู่เต็มเหนี่ยวอยู่แล้ว

ประตูที่สองของมาลูด้า ไม่มีอะไรมากนอกจากเป็นการตอกย้ำหัวหมุดของ "คาเตนัชโช่" เพื่อปิดเกมแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของเชลซีในเกมใหญ่ๆอย่างนี้
พอๆกับเป็นการปิดประตูในการคัมแบ็คของลิเวอร์พูลไปในตัวด้วย

หลังจากเชลซีพ่ายแพ้วีแกน พร้อมๆกับฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ในเกมเยือนอาโปเอล นิโคเชีย
ทำให้หลายๆคนเริ่มตั้งข้อสงสัยในทีมสปิริต หรือแม้แต่การทำทีมของอันเชลอตติว่ามาถูกทางหรือเปล่า?
พี่แจ้จะถูกเด้งก่อนเวลาเหมือนบิ๊กฟิลอีกมั้ย? และที่สำคัญคือพี่แจ้เนี่ย "เก่ง" จริงหรือเปล่า?

ถึงนาทีนี้ผมก็ยังคงบอกไม่ได้หรอกครับว่าอันเชลอตติแกเก่งจริงหรือเปล่า?
แต่การออกสตาร์ทในมินิ ลีก กับบิ๊กโฟร์ด้วยชัยชนะเหนือลิเวอร์พูล ทีมที่มีเกมรุกสะเด็ดสะเด่าเร้าอารมณ์ที่สุดในซีซั่นด้วยคลีนชีตแบบนี้ มีแต่จะทำให้ผู้เล่นในทีมยอมรับอันเชลอตติมากขึ้นเรื่อยๆ 

สำคัญสุดคือ ต่อให้อันเชลอตติแกจะเก่งจริง หรือเก่งไม่จริงอย่างไร
เชลซีจะต้องไม่เสียผู้จัดการทีมไปก่อนจบฤดูกาลเด็ดขาด ต่อให้ทีมเจอช่วงเป๋ห่าวอย่างไรก็ตาม

ทั้งผม, ทั้งเพื่อนๆเชลสกี้ส์, ทั้งนักเตะสิงห์บลูส์
และที่สำคัญทีมผู้บริหารของเสี่ยหมี ต้องให้โอกาสอันเชลอตติและบรรดาสตาฟฟ์ในทีมทั้งหมด ทำงานไปจนจบฤดูกาล เชลซีนับหนึ่งใหม่ในระหว่างฤดูกาลมามากพอแล้วครับ
ถ้าจะต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ขอเป็นหลังฟุตบอลโลกไปเลยดีกว่า

เราต้องเชื่อมั่นในตัวนักเตะ และต้องเชื่อมั่นในนายหัวคนใหม่คนนี้ให้มากที่สุด (ถึงจะมีบางอย่างขัดใจกันไปบ้าง)
แต่เมื่อความเชื่อมั่นเดินทางมาทำความรู้จักกับเราเมื่อไหร่ อุปสรรคข้างหน้า ก็ไม่น่ายากเกินข้ามผ่านนะครับ.

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

...

แหม .. ก็อัพ เกี่ยวกับนักเตะทีมอื่นนิ
ใช่ทีมเราซะทีไหนกัน?

ถ้าเป็นในทีม ก็ ..
พี่เอสก็ชอบนะคะ ปลื้มฟอร์มสุดๆ !!

#4 By Penelope.4th on 2009-10-23 15:01

ยินดีที่ได้รู้จัก อีกครั้งคะ

คุณเทอร์รี่คุง ชื่อเล่นว่าอะไรคะ
จะได้เรียกถูก อายุเท่าไหร่ด้วย?

ส่วนข้าพเจ้า ชื่อ มูมู อายุ 18 เจ้าคะ

^^

#3 By Penelope.4th on 2009-10-16 20:51

เขียนดีเลย big smile

อยู่บอร์ด CHELSEA.in.th ป๊ะ?

ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ เราแฟนเชลซีเหมือนกัน

^______^

มาทักทายคะ




#2 By Penelope.4th on 2009-10-13 19:01

เขียนดีมากๆเลยครับ

แฟนสิงห์บลูส์เหมือนกัน confused smile

#1 By ワークン on 2009-10-06 12:10