Death ball - Dead Chelsea

posted on 19 Oct 2009 09:58 by terry-kung in Chelsea

คืนให้แล้วนะครับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
สำหรับตำแหน่งจ่าฝูงที่พลพรรคปีศาจสามง่ามหน้าตาโรคจิต ครอบครองซะจนคุ้นเคย จนชาวบ้านแถบๆแมนเชสเตอร์ (ฝั่งสีแดง) สามารถเรียกได้แบบไม่ละอายเลยว่าเป็น "เจ้าของ" พื้นที่สัมปทานตรงนี้
ผมเชื่อว่าก็คงไม่มีใครกล้าเสนอหน้าคัดค้านแต่อย่างใด

ทั้งๆที่เมื่อสองสัปดาห์ก่อนเบรคทีมชาติ พลพรรคสิงห์บลูส์แอนด์โค อุตส่าห์แอบปีนไปนั่งบนหัวแถวของตารางอันหนาวเหน็บนี้มาได้แล้วเชียว ด้วยการเปิดถ้ำขย้ำหงส์แดงได้แบบน่ากระแทกมือดังๆให้
แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า พอออกจากรังไปฟัดกับคู่แข่งสายพันธุ์สิงห์ด้วยกันอย่าง "แอสตัน วิลล่า"

เชลซีที่น่าเกรงขามเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ก็แปรเปลี่ยนจากพญาราชสีห์เขี้ยวลากดิน เป็นแมวเหมียวผู้โดนน็อคนิ่มๆด้วยท่าไม้ตายระดับอัพเปอร์คัต ของสิงห์ผยองซะอย่างนั้น

แถมสองหมัดที่สิงห์ผยองอัพเปอร์ คัต..อัพเปอร์ คัต อัดใส่สิงห์บลูส์นั้น
ถ้าจะให้เปรียบ ก็คงคล้ายๆกับสาวน้อยหน้าตาพอดูได้คนหนึ่ง ที่ยอมกลับไปคืนดีกับแฟนหนุ่มเพลย์บอยรูปหล่ออีกครั้ง โดยหลงเชื่อและหวังว่าหนุ่มคนนั้นจะกลับตัวกลับใจ
แต่สุดท้ายก็โดนหลอกเจาะไข่แดงที่จุดเดิมๆอีกเป็นครั้งที่สองแบบแสบสันต์และทุกข์ระทมทรวงเป็นที่สุด

แถวบ้านผมเค้าด่า เอ้ย! เค้าเรียกว่า "เจ็บแล้วไม่จำ" ขอรับ

เชลซีก็ไม่ต่างอะไรกับสาวน้อยหน้าตาพอดูได้คนนั้น
ทั้งๆที่ในครึ่งแรก คนเสื้อน้ำเงินทั้งหลายก็เห็นทนโท่อยู่แล้วว่า "เดดบอล" หรือ "เซตพีซ" หรือใครจะเรียกอะไรก็ตามแต่สะดวกรูปากของแอสตัน วิลล่า นั้น ขีดความอันตรายของมันถูกบรรจุอยู่ในระดับ "ฆ่าล้างโคตร" เลยทีเดียว
ซึ่งลิเวอร์พูล และ "อดีตนักเตะยอดเยี่ยมของลีกบราซิล" อย่างลูคัส เลว่า แสดงให้เห็นมาแล้วในช่วงต้นฤดูกาล

แต่ไหง พอเริ่มเขี่ยบอลมาในครึ่งหลัง เชลซีก็ยังอุตส่าห์ละเลย และเผลอเรอจนปล่อยให้ "เจมส์ คอลลินส์" วิ่งเข้ามาปลิ้นตาข่ายของพวกเขาสำเร็จ ด้วยการเข้าทำแบบเดิมๆให้เจ็บจี๊ดในหัวใจเล่นๆอีกหน
แถมหมัดเด็ดคราวนี้ กลับกลายเป็นหมัดน็อคไปในท้ายที่สุดอีกต่างหาก

ไม่แปลกเลยครับ ที่เราจะได้เห็น "กัปตัน จอหน์" ตะโกนแหกปากร้องหาแกงฟัก กับคัสตาร์ด (หรือบัสตาร์ดก็ไม่แน่ใจ) ที่ก้นตาข่ายแบบเดือดดาลขนาดนั้น

เพราะหลังจากที่ภาพรีเพลย์วิ่งกลับมาฉายและแฉให้ดู เราจะเห็นว่าจังหวะที่เสียประตูที่สองนั้น มีเพียงเจทีคนเดียว ที่วิ่งตามประกบนักเตะของวิลล่าแบบตามไปถึงบ้านอยู่แค่คนเดียว

ขณะที่ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา กับมิชาเอล เอสเซียง ที่ยืนว่างเป็นคนไร้คู่แบบคริส หอวัง ในภาพยนตร์เรื่อง "รถไฟฟ้า มาหานะเธอ" กลับเลือกที่จะขึ้นคาน ยอมเป็นโสดไม่ดื้นรนหาคนประกบ จนเป็นเหตุให้ให้เจ้ายักษ์ปักหลั่นที่รูปร่างไม่ใช่น้อยๆอย่าง คอลลินส์ วิ่งตะบึงห้อหน้าตั้งมาจากนอกเขตโทษ ก่อนจะเข้ามาโถมขวิดลูกเตะมุมเข้าไปจมก้นตาข่ายแบบโทษใครไม่ได้จริงๆ
นอกจากโทษตัวเอง!!!

โดนอัพเปอร์ คัต แบบสองหมัดเน้นๆแบบนี้ จ่าฝูง (ในเวลานั้น) ก็เล่นเอาเป๋ห่าวไปเหมือนกัน

การขาดหายไปของไกเซอร์น้อย ส่งผลให้แดนกลางของเชลซีประสิทธิภาพถดถอย ทั้งในด้านการทำลายล้าง และการสกัดกั้นการรุกรานของคู่แข่ง ไปในระดับหนึ่ง เลยนะครับ
เพราะที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าบัลลัคในซีซั่นนี้ เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญ 4 ดอกในระบบไดมอนด์ของเชลซีร่วมกับ แลมพาร์ด, เดโก้ และเอสเซียงเลยทีเดียว

หลักฐานที่ผ่านๆมาก็คือ ตลอดเวลาที่กัปตันด๊อยช์ลันด์คนนี้วิ่งโชว์กล้ามบึ้กๆในสนามนั้น เขาคอยช่วยให้งานทางด้านกราบของโบซิงวา และเกมตรงกลางของทีมที่รับผิดชอบโดยเอสเซียง เกิดอะไรซักอย่างที่เรียกว่า "สมดุล"

ไม่ว่าจะเป็นเกมที่ออกไปแพ้วีแกน, ชนะอาโปเอล นิโคเซียแบบไม่น่าประทับใจ หรือกระทั่งในนัดล่าสุดนี้
เชลซีไม่มีแม้กระทั่งเงาของบัลลัคอยู่ในสนามเลยซักเกมเดียว
ปรากฏว่าผลที่ออกมาคือความพ่ายแพ้แบบไม่น่าเกิดถึงสองนัด กับชัยชนะที่ไม่ค่อยรื่นรมย์อีกหนึ่งนัด

แต่คงจะเป็นการแก้ตัวที่มักง่ายไปไม่น้อย
หากจะกล่าวโทษ และบอกว่าพวกเขาเสียตำแหน่งจ่าฝูงเพราะนักเตะที่ขาดหายไปเพียงคนเดียว
ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือ เชลซีนั้น "ประเมิน" และ "ประมาท" ทีมอย่างวิลล่าต่ำเกินไปต่างหาก

โดยปกติแล้วนะครับ "เครื่องหมายการค้า" ของเชลซีตั้งแต่ยุครานิเอรี่เป็นต้นมาแล้วนั้น คือ "เกมโต้กลับ" ไม่ใช่ "เกมรุกที่สะเด็ดสะเด่าเร้าอารมณ์" อย่างที่เสี่ยหมีสรรหาข้ออ้างมาขับไล่มูรินโญ่ออกจากทีมไปเมื่อปี 2007

เชลซีในยุคอันเชลอตติเองก็เช่นกัน
เทรดมาร์คของเขาในการคุมมิลานก็คือการค่อยๆยึดพื้นที่ในแดนกลาง และจู่โจมด้วยการสวนกลับเร็ว

แต่ในเกมกับวิลล่านั้น พอเชลซีได้ประตูขึ้นนำ พวกเขากลับใจร้อนเลือกที่จะเปิดเกมแลกกับวิลล่าแบบหมัดต่อหมัด ถ้าเป็นมวยก็คงต้องบอกว่า "แลกหมัด" กันไปเลย อะไรทำนองนั้น
ซึ่งความจริงแล้ว ไม่มีความจำเป็นเลยครับ แค่เชลซีใจเย็นๆ แล้วตั้งการ์ดรอหาโอกาสสวนกลับเพื่อปิดเกมแบบงามๆ เหมือนนัดที่เจอลิเวอร์พูล แค่นั้นงานของพวกเขาก็จะไม่ยากเกินไป

ซึ่งมุมมองของผมเองมองว่า ผิดวิสัยและไม่ค่อยเหมาะกับสถานะของเชลซีในการเป็นทีมเยือนเลยแม้แต่น้อย
เชลซีเล่นดีกว่าวิลล่านะครับ อีกทั้งโอกาสในการเข้าทำ โดยเฉพาะเมื่อดูจากสถิติที่ยิงเข้ากรอบนั้นของเชลซีสูงถึง 26 ครั้งเลยทีเดียว  ขณะที่วิลล่ายิงเข้ากรอบแค่ 5 ครั้ง
แต่อุตส่าห์ไปกองที่ก้นตาข่ายถึง 2 ลูก

ขณะที่บางคนบอกว่าเป็นเพราะแบรด ฟรีเดล ผีเข้า
แต่สำหรับผม กลับรู้สึกว่ามือปืนของเชลซีแต่ละคนยิงไปตรงตัวฟรีเดลมากกว่า ทั้งมาลูด้าเอย อเนลก้าเอย เดโก้เอย กับจังหวะที่ตะลิ๊ดติ๊ดชึ่ง ทำชิ่งทะลุเข้าเขตโทษกันไปนั้น ถ้ามีใครซักคนยิงออกซ้ายออกขวาบ้าง
เอาหัวอ้ายทิดเป็นประกันเลยครับว่า
"กระจุย"

ระบบไดมอนด์ผมสังเกตุและรู้สึกเอาเองว่าในครึ่งแรกนั้น นักเตะเริ่มเข้าใจในหมากนี้มากขึ้นในทุกๆเกมที่ลงเล่น โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ประตูขึ้นนำ  เราได้เห็นการต่อบอลที่เร็วและแม่นยำมากขึ้น การพาสแอนด์มูฟ และการเคลื่อนที่เพือไปรับบอลระหว่างกันและกันของนักเตะเชลซี เริ่มดูดี และเนียนตามากขึ้น
แต่ในเมื่อผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเชลซีแพ้ ผู้คนก็จะเริ่มสงสัยในระบบไดมอนด์กันทันทีอย่างเลี่ยงไม่ได้

สารภาพและก้มหน้ายอมรับครับ ว่าจุดอ่อนของระบบนี้อยู่ที่เกมริมเส้นนี่แหละครับ
สังเกตุมาหลายนัดแล้ว ว่าเวลาเชลซีเจอกับทีมที่มีปีกความเร็วสูง หรือมีความรอบจัดเมื่อไหร่
อัมพาตจะเริ่มเกาะกินที่เกมทางกราบทันที

เวลาที่ยัง หรือ อักบอนลาฮอร์ รวมไปถึงมิลเนอร์ ขึ้นเกมมาทางริมเส้นทีไร หัวจิตหัวใจของแฟนเชลซีทุกคน ผมเชื่อว่าคงเต้นระส่ำราวกับเห็นมิยาบิมายืนส่งสายตาเย้ายวนโดยปราศจากอาภรณ์ห้อหุ้มกายที่หัวเตียงทุกที

ในส่วนของแอชลี่ย์ โคล ไม่มีปัญหาเลยครับ สำหรับระบบนี้
แต่กับโบซิงวา และอิวาโนวิช ตัวสแตนด์บายนี่ซิครับ ที่อาจมีปัญหา
แน่นอนว่าโบซิงวานั้นอาจมีเกมรุกที่เป็นจุดขาย แต่เรื่องเกมรับยังคงอยู่ในเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่มเลยนะครับ
ส่วนอิวาโนวิชนั้น ก็เด่นที่เกมรับ ส่วนเกมบุกเนี่ย ปีนึงขอยิงลิเวอร์พูลทีมเดียวก็พอ :)

วิลล่าเลือกเจาะที่ทางฝั่งขวาของเชลซีแบบวันเวย์ โดยพยายามหาทางหลีกเลี่ยงแอชลี่ย์ โคล ให้ได้มากที่สุด
ยิ่งในช่วงเวลาที่อิวาโนวิชลงมาแทนโบซิงวาด้วยแล้ว สังเกตุเห็นเลยนะครับว่าอิวาโนวิชนั้นใช้โควตาเกมที่ดีที่สุดเกมนึงในฤดูกาลของเขาไปในนัดที่เจอลิเวอร์พูลไปแล้ว
ในช่วงเวลานึง ตอนที่อิวาโนวิชวิ่งไล่กวดแอชลี่ย์ ยัง ผมเห็นแล้วอดสงสารแบ็คหน้าหวานของสาวๆจริงๆ

อีกจุดที่อยากตำหนิคนเป็นกุนซือบ้างก็คือ
เรื่องการเปลี่ยนตัวนี่แหละครับ
ปกติอันเชลอตติจะเป็นคนที่แก้เกมในครึ่งหลังได้ดีในระดับหนึ่ง โดยมีหลักฐานจากหลายๆเกมในฤดูกาลนี้ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นเกมที่พลิกกลับมาทุบหัวแมวดำ, ไล่ตีหม้อของสโต๊ค หรือแม้แต่เกมล่าสุดที่ขย้ำลิเวอร์พูลนั่นก็ใช่
เรียกว่าแกเป็นคนที่ค่อนข้าง
"คิดเร็ว ทำเร็ว"

แต่เกมนี้ อันเชลอตติลงมือเปลี่ยนตัวผู้เล่นได้ช้ามากๆเลยนะครับ
เชลสกี้ส์หลายๆคน หรือแม้แต่ผู้บรรยายเกมทางทีวีของอังกฤษยังพูดกันอยู่เลยว่า เมื่อไหร่ที่เชลซีจะส่งนักเตะที่มีคุณสมบัติในการทะลุทะลวงอย่างโจ โคล, ชีร์คอฟ หรือกาลู ก็ได้ให้ลงมาเพื่อช่วยจุดประทุไฟในแดนกลาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ทีมต้องการความเปลี่ยนแปลง ยามเมื่อการเข้าทำตีบตันอย่างนั้น

เพราะหลังจากที่โดนวิลล่าอัพเปอร์ คัต ลูกนั้น
เชลซีครองบอลบุกได้ไม่ต่อเนื่องเอาเสียเลยครับ บุกอยุ่ดีๆ โดนสวนกลับจนเกือบพังพาบเอาก็หลายครั้ง โดยเฉพาะลูกที่คาริวยิงเข้าฮอสแบบเฉือนๆลูกนั้น ถ้าคาริวคมกริบกว่านี้ซักนิดส์
รับรองได้เลยครับว่าเชลซีตายสนิท ศิษย์ส่ายหน้าแน่ๆ

อันเชลอตติ ต้องรีบมองหาแผนบี แผนซี ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆได้แล้วนะครับ
เพราะระบบไดมอนด์ที่ใช้ เป็นบอลที่หาทางจับได้ไม่ยากเลย หากคู่ต่อสู้เตรียมตัวมาดี อย่างวีแกน กับ วิลล่าที่แสดงให้เห็นมาแล้ว
การได้ตัวริมเส้นที่ฝีเท้าไว้วางใจได้กลับคืนสู่สนามอย่างโจ โคล, ชีร์คอฟ น่าจะเป็นอีกแนวทางให้อันเชลอตติลองหันกลับไปลอง 4-3-3 บ้างในบางโอกาส

เพราะถึงนักเตะในทีมจะให้ความร่วมมือกับไดมอนด์ของเขามากก็จริง
แต่ต้องไม่ลืมนะครับ ว่านักเตะชุดนี้ไม่ใช่ของเขา แต่เป็นของกุนซือหน้าเครียดคนเก่าอย่าง "มูรินโญ่"

เพราะฉะนั้น ถ้าหากไดมอนด์เริ่มอุดตันทางการจู่โจม และโดนจับทางได้เมื่อไหร่
4-3-3 ของเฮียเครียด ก็เป็นตัวเลือกฉุกเฉินของเชลซีได้ทุกเมื่อนะครับ เพราะว่านักเตะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

อันเชลอตติมีเวลาให้ผิดพลาดไม่มากนะครับ
ถึงแม้แฟนๆจะคอยสนับสนุน เจ้าของยังพอใจในผลงาน นักเตะจะให้ความร่วมมือกันอยู่
แต่ฟุตบอลกลมๆ ไม่เคยมีอะไรแน่นอน มันพร้อมจะกลิ้งหลุนๆไปได้ตลอดเวลา

ยิ่งถ้ารัสเซียตกรอบเพลย์ออฟเมื่อไหร่
แล้วอันเชลอตติยังไม่สามารถแก้ปัญหาในการป้องกันเซตพีซ, การยืนระยะรักษาตำแหน่งจ่าฝูงไว้ให้นานที่สุด, การรับมือกับอาการบาดเจ็บของคีย์แมน หรือแม้แต่ยังไม่สามารถหาทางออกให้กับอาวุธอันตรายของเชลซีอย่าง "แลมพาร์ด" ให้สามารถปล่อยของได้เหมือนทุกๆปีล่ะก้อ
เก้าอี้ของเฮียแกคงร้อนวาบๆ ไม่ต่างอะไรกับบิ๊กฟิลกุนซือคนก่อนซักเท่าไหร่หรอกนะครับ

ยิ่งกุส ฮิดดิ้งค์ เคยหยอดคำหวานเอาไว้ว่าหลงใหลบรรยากาศของฟุตบอลอังกฤษ
พอๆกับที่สนิทสนมกับเจ้าของทีมและเป็นที่รักของนักเตะเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเนี่ย
แค่คิดก็สยดสยองแทนพี่แจ้แกแล้วล่ะครับ พี่น้อง.

Tags: chelsea