นักมายากลคัมแบ็ค

posted on 26 Oct 2009 15:57 by terry-kung in Chelsea

นานแค่ไหนกันนะ
ที่สาวกสิงห์บลูส์ ไม่ได้ยลการเริงระบำบนฟลอร์หญ้าอันวิจิตร จากการรังสรรค์ด้วยปลายสตั๊ดของนักมายากลเลือดสีน้ำเงินจากลอนดอนตะวันออกตัวเล็กๆคนนี้
"โจเซฟ จอห์น โคล"

ชื่อนี้อาจจะไม่กระดิกรูหูแฟนบอลทั่วไปเท่าไรนัก
แต่หากเรียกนักมายากลที่แพรวพราวด้วยทริก และกลลูกหนังอันมหัศจรรย์บนสนามหญ้าคนนั้น ด้วยอีกชื่อที่สั้นและกระชับกว่าว่า "โจ โคล"
เชื่อว่าแฟนบอลทั่วไปน่าจะรู้จักนักมายากลตัวเล็กๆคนนี้เป็นอย่างดีแน่นอน ถึงแม้จะไม่ใช่แฟนเชลซีก็ตาม



ทั้งนี้ก็เพราะ โจ โคล จัดเป็นนักฟุตบอลอังกฤษที่ฉีกขนบของชนชาตินี้อย่างสิ้นเชิงเลยนะครับ
นักมายากลตัวจิ๋วคนนี้ยักไหล่ให้กับการเข้าทำแบบทื่อๆ ไร้ศิลปะของศาสตร์ลูกหนังชั้นสูงตามแบบฉบับอิงลิชชน สิ่งที่โจอี้สนใจและใส่ใจยามลงไปเริงระบำบนฟลอร์หญ้าก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้มายากลติดปลายสตั๊ดของเขาออกมาหวือหวา วิจิตรตระการตา และเรียกเสียงฮือฮาครางกระเส่าจากผู้ชมได้มากที่สุดต่างหาก

ไม่แปลกเลยครับ ที่การเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ของเขา จะเป็นที่รักใคร่และหลงใหลของสาวกสิงห์บลูส์และผู้พบเห็นทุกคน
กระทั่งเจ้านายคนใหม่อย่าง อันเชลอตติเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

คาร์เล็ตโต้ดูจะถูกอกถูกใจกับมายากลของโคลจิ๋ว มากพอๆกับผลการแข่งขันที่ออกมาถล่มทลายเกินคาด
หลักฐานก็คือภาพที่เฮียแก ยืนสวมกอดกับโจ โคลในช่วงท้ายเกมแบบชื่นมื่นภาพนั้นไงล่ะครับ

มันเป็นภาพที่สะท้อนอะไรหลายๆอย่างในทีม รวมไปถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง
ชนิดที่เรียกความอบอุ่นใจแก่บรรดากองเชียร์ได้ไม่น้อยเลย (หลังจากช่วงหลังๆ แฟนเชลซีมักกังวลเรื่องผู้จัดการทีมมากพอๆกับผลการแข่งขัน)

โจ โคลกับบทบาทหัวเพชร ในระบบไดมอนด์เข้าท่าและทรงประสิทธิภาพไม่หยอกเลยนะครับ
และผมเองก็เชื่อว่าน่าจะทำให้อันเชลอตติมีตัวเลือกในการจัดทีมให้หลากหลายมากขึ้น

ด้วยความที่โจ โคลมีความสามารถในการทะลุทะลวง และมีความหวือหวาสูง
ไม่แปลกเลยที่มายากลของโคลน้อยจะสามารถเรียกนักเตะของแบล็คเบิร์นให้เข้าไปรุมขอลายเซ็นได้อย่างน้อยสองคน
นั่นก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดช่องว่างให้กับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ มีพื้นที่ในการเข้าทำมากขึ้น
ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์สูงสุด เห็นจะไม่พ้นแฟรงค์ แลมพาร์ด จอมทัพหมายเลข 8 ของทีมคนนั้นนั่นเอง

ไม่ใช่เพราะว่าสองประตูที่เขาทำได้ในเกมนี้เท่านั้นที่เป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อข้างต้น
แต่เป็นเพราะว่า เกมนี้แลมพาร์ดหาช่องในการยิงไกลได้มากขึ้นกว่าทุกๆเกมต่างหาก ผมเลยคิดเองเออเองว่าโคลน้อย คืออีกหนึ่งความสมดุลในระบบไดมอนด์ แถมยังเข้ามาทำให้เชลซีมีมิติในเกมรุกมากขึ้นกว่ามาลูด้ามากมาย



ขณะที่การเข้าทำของเชลซีก็ดูหลากหลายและเข้าขากันมากขึ้นกว่าช่วงต้นฤดูกาลเยอะเลยนะครับ
ไดมอนด์ของอันเชลอตติเริ่มตีตัวออกห่างจากคำว่า "ไดมั่ว" ไปหลายกิโลแม้วแล้ว อีกทั้งกองกลางของทีมเริ่มรู้จักหน้าที่ของตัวเองกันทุกคน กระทั่งโจ โคลที่พึ่งกลับมาสู่ทีมก็ยังสามารถปรับตัวเข้ากับระบบได้ลงตัวเร็วกว่าที่คาดไว้มาก

ยิ่งคู่กองหน้าของทีม ผมว่ายิ่งเล่นยิ่งรู้หน้าที่และรู้ใจกันมากขึ้น
ไม่ได้อวยจนเกินจริง แต่สังเกตุกันมั้ยครับว่าเวลาที่ดร็อกบา หรือ อเนลก้าถ่างไปรับบอลริมเส้นทีไร
คู่ขาของตัวเองจะกลับไปยืนประจำตำแหน่งที่บริเวณจุดนัดพบทันที!

ขออนุญาตกรอเทปกลับไปให้ดูกันอีกรอบก็ได้ เพื่อยืนยันความเชื่อส่วนบุคคลของผม
เกมกับเบิร์นลี่ย์ ดร็อกบาฉีกไปที่ริมเส้นขวา แล้วเปิดไปที่จุดนัดพบให้อเนลก้าเข้าฮอส
เกมกับฟูแล่ม ผลัดกันยิง ผลัดกันจ่าย จากการเจาะเข้าทำตรงกลาง
เกมกับลิเวอร์พูล เดอะ ดร็อกเปิดจากริมเส้นฝั่งซ้ายให้อเนลก้าใช้กฏยิงประตูทีมเก่า
ล่าสุด เกมกับแบล็คเบิร์นนี่อีกครั้งที่อเนลก้าเปิดเข้าไปที่จุดนัดพบให้ดร็อกบา แต่ชิเว่ต์สกัดพลาดเข้าประตุตัวเองไปเสียก่อน
ถึงดร็อกบาจะไม่ได้ยิงเอง แต่มันเกิดขึ้นจากการเข้าทำที่ซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดีนะครับ

เรื่องดีๆอีกเรื่องของเชลซีจากเกมถล่มแบล็คเบิร์น ก็เห็นจะเป็นการที่อันเช่ส่งแบ็คขวาขวัญใจน้ามูลงมาเคาะสนิมในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่นเดียวกับกล้าที่จะให้โอกาสเด็กน้อยวัยขบเผาะอย่าง "เจฟฟรี่ บรูม่า" กับ "ดาเนี่ยล สตอร์ริดจ์" ลงมาเก็บเลเวลเพื่อวันข้างหน้าอีกด้วย

บอกตรงๆว่า "สมาคมคนรักเด็ก" อย่างผม ถูกใจการเปลี่ยนตัวของอันเชลอตติในวันนั้นมากๆ

เพื่อนๆรู้มั้ยครับ ว่าตอนที่ผมเห็นเทอร์รี่ กับ เอสเซียงคอยประคองบรูม่านั้น
ตัวผมเองนึกถึงวันที่เทอร์รี่ประเดิมชุดใหญ่ใหม่ๆเลยล่ะครับ

ตอนนั้นเทอร์รี่มีเดอไซญี่เป็นพี่เลี้ยง กองหลังจากฝรั่งเศสที่พกดีกรีแชมป์โลกติดตัวมาด้วยนั้น คอยยืนชี้นิ้วสั่งให้เจ้าหนูเทอร์รี่ในวัยขบเผาะวิ่งเข้าไปคุมคน คอยบงการให้เด็กหนุ่มคนนั้นกล้าเข้าปะทะ และคอยถ่ายทอดวิทยายุทธในการป้องกันประตูให้แบบไม่มีหวงวิชาเลย
เทอร์รี่ในวันเสาร์ที่ผ่านมา ก็เป็นเหมือนเดอไซญี่ในวันนั้นเปี๊ยบเลย

ขณะที่สตอร์ริดจ์ ก็ได้รับการสนับสนุนจากดร็อกบาอยู่ที่หน้าประตูแบล็คเบิร์น
ชอตที่สตอร์ริดจ์ยิงไปตรงตัวโรบินสันนั้น ผมแอบสังเกตุเห็นดร็อกบาปรบมือให้กำลังใจกองหน้าจากแมนฯซิตี้รายนี้ด้วย
เรียกว่าเป็นอีกภาพที่แฟนเชลซีเห็นแล้ว อดฝันถึงทีมสปิริตในยุคมูรินโญ่ไม่ได้

บรรยากาศในค็อปแฮมตอนนี้ อะไรๆก็ดูเป็นสีชมพูไปซะหมดเลย
ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาของโจ โคลเอย, ฟอร์มที่กำลังขึ้นของคู่ศูนย์หน้าเอย, การหาที่ลงให้กับบัลลัคได้เสียที, ประตูของแลมพาร์ดที่ขยับไปแตะหลัก 132 เทียบเท่ากับตำนานของทีมอย่าง จิมมี่ กรีฟส์ และอยู่อันดับห้า ในทำเนียบดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสร หรือแม้แต่การกลับไปอยู่บนหัวตารางอันแสนจะหนาวเหน็บ (แต่ก็ยินดีนะ) อีกครั้ง

เรียกว่าการบ้านข้อใหญ่ๆของเชลซี อันเชลอตติทยอยแก้โจทย์ยากๆไปได้หลายข้อแล้วนะครับ
แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำเท่าไหร่ว่า เฮียแกจะพาเชลซีไปไกถึงไหนในฤดูกาลของพรีเมียร์ ลีกที่ความหฤโหดยืนกวักมือเรียกอยู่ในทุกๆเดือน

โจทย์ข้อต่อไปของพี่แจ้ ถือว่ายากเอาการเลยทีเดียว (ขออนุญาตมองข้ามเกมกับโบลตันไปเลยนะครับ)
เมื่อกุนซือหน้าเครียด (แต่น้อยกว่าเฮียมู) จะต้องรอรับโจทย์จากอาจารย์ใหญ่ของพรีเมียร์ลีก อย่าง "เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน" ที่เดินทางจากแมนเชสเตอร์มาทดสอบถึงลอนดอนในวันที่ 8 พ.ย.นี้

เมื่อนั้นแหละครับ
ถึงจะเริ่มบอกได้เต็มปากเต็มคำว่า "คาร์โล อันเชลอตติ" คือคนที่ "ใช่" สำหรับเชลซีหรือเปล่า?

Comment

Comment:

Tweet

oho !!

เขียนได้เยี่ยมเลยคะ ^^







ไม่รูจะเม้นอะไรจริงๆ
พิมพ์ไม่ออก(คล้ายๆพูดไม่ออกเลย)


cry cry

#3 By Penelope.4th on 2009-10-26 23:42

pee_zaz:ว๊าวปูเสื่อรอเลยเหรอค่ะ555+จะพยายามค่ะ

ตอนนี้ได้ตอนนึงแล้วไว้จะมาลงนะค่ะ

#2 By pee_zaz on 2009-10-26 20:50

เขียนยอดมากครับ
ฟอร์ม โจ โคลก็สุดๆมากเลยนัดนี้

มาลูด้า และ เดโก้ หนาวก้นแน่ๆ ไม่ก็เตรียมจับสนับก้นรอไวเลย แต่ผมว่า โคล ลงมากลางดูเข้าขากันหมดเลยนะครับ ต่างจากเดโก้ที่ลงมาดูเล่นกับ บัลลัค บ่อยไปนิดกว่าคนอื่น

#1 By ワークン on 2009-10-26 19:56