ไม่รู้ไปเก็บกดมาจากไหนกันนะครับ สำหรับพญาราชสีห์จากนครเอกของอิงกะแลนด์
ลงเล่น 3 นัดหลังสุด เล่นโขยก+เขย่าตาข่ายชาวบ้านชาวช่องเค้าไปแล้วถึง 13 เม็ด แถมบริเวณหลังบ้านยังอุตส่าห์สงวน "คลีนชีต" เอาไว้ให้กุนซือคนใหม่ได้แอบ "ปลื้ม" กันอีกต่างหาก

ทำตัวแบบนี้ ระวังแฟนๆเชลซีเค้าจะยิ้มกันจนเหงือกแห้งนะขอรับ

ว่ากันถึงผลงานของเชลซี หลังจากโดนอัปเปอร์คัต ของสิงห์ผยองแบบเน้นๆถึงสองกระแทก ที่วิลล่า พาร์คเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนโน้นเป็นต้นมา
อันเชลอตติและลูกทีมยิ่งเล่นกลับยิ่งมั่นใจขึ้นทุกนัดๆ จนความความสงสัยของแฟนๆต่อตัวกุนซือ และระบบไดมอนด์ที่เฮียแกนำมาใช้ ค่อยๆคลายปมความฉงนลงไปทีละน้อยๆ
และหวังว่าจะหมดความสงสัยลงไป เมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลง


ในเกมนี้ อันเชลอตติดูจะสนุกสนานกับการโรเตชั่น และ "ทดลอง" นักเตะในทีมพอสมควร
ผู้รักษาประตู ให้โอกาสฮิลาริโอ ลงเฝ้าเสา ขณะที่แบ็คโฟร์ก็มีการปรับเปลี่ยนและโยกย้ายกันหลายตำแหน่งทีเดียว
ชูเลียโน่ เบลเลตติ กับ เปาโล แฟร์เรย์ร่า ลงยืนประจำเกมทางกราบขวา-ซ้าย ตามลำดับ
คู่ปราการหลังตัวกลาง ถือเป็นการเข้าคู่กันครั้งแรกในซีซั่นนี้ของอิวาโนวิช กับอเล็กซ์ (แต่อย่างอื่นใหญ่???) ที่พึ่งสลัดจากอาการบาดเจ็บมาเป็นตัวเลือกในแนวรับให้อันเชลอตติได้ปวดหัวเล่นๆอีกคน
หลังจากก่อนหน้านี้ก็มีเด็กๆอย่างเจฟฟรี่ย์ บรูม่า กับ แซม ฮัทชิสัน มาให้ได้ลองเปิดบริสุทธิ์กันไปบ้างแล้ว

แดนกลาง ถือว่าผิดจากที่คาดไปเยอะทีเดียวครับ สำหรับตำแหน่งการยืนของแต่ละคน
เดโก้, บัลลัค, มาลูด้า และโจ โคล สี่นักเตะที่ถนัดถนี่การเล่นเกมรุกมากกว่าเกมรับ กลับถูกยัดลงมาพร้อมๆกัน
ขณะที่หัวหมู่ทะลวงฟัน อันเช่เลือกกาลู ลงไปคอยประคองดาเนี่ยล สตอร์ริดจ์ ที่ลงเล่นเป็นตัวจริงครั้งแรกในฤดูกาลนี้อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

สารภาพว่าตอนประกาศรายชื่อ ผมเลิกคิ้วสงสัยระคนตื่นเต้นในการจัดตัวของอันเชลอตติเอามากๆ
พร้อมกับคอยจับตามองนักเตะในแดนกลางอยู่ตลอดเวลา ว่าใครเล่นตรงไหนในระบบไดมอนด์


เดโก้ ตามไลน์นั้นถูกกำหนดให้เป็นตัวสกรีนบอลหน้าแบ็คโฟร์ คล้ายๆปีร์โล่ที่มิลานนั่นแหละครับ
ซึ่งถ้ากรอเทปย้อนกลับไปตอนช่วงปรีซีซั่น จะพบว่าอันเชลอตติเคยลองให้เดโก้เล่นในตำแหน่งตรงนี้มาบ้างแล้วนะครับ
ผลสอบที่ออกมาก็ถือว่าไม่เลว แต่ก็ไม่ถึงกับดีเยี่ยม เหมือนที่เอสเซียงทำเอาไว้แต่อย่างใด

ส่วนหนึ่งที่เดโก้ ทำเกมได้สะดวกไม่ขัดลูกตามาก ผมคิดว่าเป็นเพราะอันเชลอตติสั่งให้มิช่า บัลลัคคอยมาช่วยรองอยู่ในแทบจะทุกๆจังหวะ ที่เดโก้เผลอเดินเกมขึ้นหน้าตามสัญาตญาณนั่นแหละครับ
กัปตันด๊อยช์ลันด์ ที่วันนี้รับบทผู้นำทีมแทนเทอร์รี่ ใช้ความสามารถและประสบการณ์ของตัวเองในการประคองเดโก้, มาลูด้า และโคลน้อย สมกับปลอกแขนที่ได้รับชนิดที่ต้องกระแทกมือดังๆให้เลยทีเดียว

บัลลัคถูกป้อนคำสั่งให้เล่นเหมือนตอนสวมปลอกแขนอินทรีเหล็กไม่มีผิดเพี้ยน จะรับหรือรุก ทุกจังหวะต้องมีบัลลัคคอยเข้าไปร่วมสังฆกรรมด้วยทุกครั้ง
โดยเฉพาะเวลาที่ไร้เงาของเดโก้ยามที่ทีมเป็นฝ่ายรับ จะมีบัลลัคนี่แหละครับที่จะคอยสกรีนบอลไม่ให้ไปถึงคู่เซนเตอร์ของทีมได้เร็วเกินไป

ขณะที่โจ โคล นั้นสามารถเล่นเกมรุกได้อย่างอิสระ จนแทบจะสวมบท "กาก้า" ของเชลซีไปเลยล่ะครับ
ความคล่อง และไอเดียสร้างสรรค์ของโคลน้อย ปั่นป่วนแนวรับของโบลตันจนเสียขบวน หมากที่วางเอาไว้ถูกล้มกระดานโดยความทะลุทะลวงของนักมายากลตัวจิ๋วคนนี้คนเดียว

แต่ถึงอย่างนั้น โคลน้อยเองก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่การประสานงานกับเพื่อนร่วมทีม และการเล่นลูกยากหรือโชว์ออฟมากเกินไปในหลายๆจังหวะ โชคยังดีที่มีผลงานสองแอสซิสต์มาเป็นรูปธรรม
ไม่เช่นนั้นมายากลที่โคลลี่ย์แสดงออกมา คงไม่มีค่าอะไรนอกจากความหวือหวา แต่ไร้ราคาเท่านั้น

ด้านหลังบ้าน อเล็กซ์ กับ อิวาโนวิชจับเข้าคู่กันได้เยี่ยมยุทธ์ทีเดียว
ความใหญ่และแข็งปั้กของอเล็กซ์ ช่วยหยุดลูกระเบิดทางอากาศของโบลตันได้ดีในระดับหนึ่ง
ขณะที่อิวาโนวิชก็ไม่ออกลูกเหวออะไรให้เห็นบ่อยนัก เผลอๆเขาอาจจะเหมาะกับตำแหน่งเซนเตอร์มากกว่าวิงแบ็คเสียด้วยซ้ำ



ถึงแม้เกมนี้ อาจจะจบตั้งแต่เชลซียิงลูกที่สองได้แล้วก็จริง
แต่อันเชลอตติแกก็ไม่วายแสดงคุณลักษณะของคนอิตาเลียนให้ได้เห็นอีกครั้ง ด้วยการส่งเอสเซียงลงมาเพื่อความชัวร์ในเกมกลางสนาม อีกทั้งยังช่วยให้งานของบัลลัคเบาลงกว่าเดิมอีกเยอะเลย
อยากบอกว่า "โรคจิต" มากๆ

เท่านั้นไม่พอ อันเชลอตติยังโรคจิตได้โล่อีกดอก
กับการส่งดร็อกบาลงมาเพื่อคอยข่มไม่ให้โบลตันดันขึ้นมาสูงเกินไป
แต่อีกนัยนึงเฮียแกคงอยากให้เดอะ ดร็อกสร้างความคุ้นเคยเกมกลางสัปดาห์บ้าง
หลังจากห่างหายการลงเล่นติดๆกันแบบนี้ไปร่วมๆสองเดือน (จากโทษแบนที่ไปด่าเปาหัวเหม่ง)
อีกทั้งคาดว่าน่าจะเป็นไกด์ให้ดร็อกบามองหาช่องทางในการยิงโบลตันเอาไว้ในวันเสาร์นี้กลายๆอีกด้วย (คิดมากไปมั้ยผม?)

สัญญาณดีๆอีกหนึ่งอย่างจากเกมนี้ ผมเลือกจิ้มไปที่การลงเล่นชุดใหญ่ครั้งแรกของ "รอส เทิร์นบลูล์" ประตุดาวรุ่งนี่แหละครับ

หลังจากลงมาแทนฮิลาริโอที่ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหนูเทิร์นบลูล์ก็โชว์ฝีไม้ลายมือให้แฟนๆได้เห็นกันไปบ้างแล้ว
การยืนตำแหน่ง, การอ่านเกม, การออกมาตัดลูกกลางอากาศ หรือแม้แต่ความนิ่งยามเผชิญหน้ากับคู่แข่ง ค่อนข้างใช้ได้
ซึ่งต้องบอกว่า "มีอนาคต" ทีเดียว

ผมนั่งดูเกมนี้ทางอินเตอร์เน็ตความเร็วต่ำ (แต่ความเลวสูง) ด้วยความงัวเงียระคนกับความปวดลูกกะตาอย่างรุนแรง
มีแต่เสียงพากย์ของภาษาตะวันออกกลางเท่านั้นที่ช่วยให้ผมไม่หลับคาจอคอมพิวเตอร์ไปเสียก่อน
ถ้าใครเคยดูบอลทางเน็ตจะรู้นะครับ ว่าเสียงพากย์ของพวกนี้เนี่ย ยังกับเอาบ้านไปจำนองก่อนมาพากย์เสียอีก
ทั้งลุ้นระทึกไปกับทุกๆจังหวะ ไม่ว่าจะยิงเข้ากรอบ, ยิงหลุดกรอบ, เตะวืด, เตะแป้ก
แม้กระทั่งเชลซีได้เตะมุม มัน เอ้ย! คนพากย์ยังทำโวยวายราวกับว่าเชลซีได้ลูกโทษ ยังไงยังงั้นเลย

แต่ก็ดีนะครับ เสียงโหวกเหวกนั้น เป็นเหมือนกาแฟที่ช่วยถ่างลูกกะตาตาของผมได้เป็นอย่างดีเลย : )

เชลซีซักซ้อม และศึกษาโบลตันไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ด้วยสกอร์ถึง 4 ลูก ผมคิดว่าช่วยให้แฟนๆอุ่นใจได้ในระดับนึง
ว่าอย่างน้อยๆเกมวันเสาร์นี้ขี้หมูขี้หมา เชลซีไม่น่าจะกลับสแตมฟอร์ด บริดจ์ด้วยความย่อยยับหรอกน่า เลวสุดคงควักได้แค่หนึ่งแต้ม  ถึงแม้ว่าโบลตันจะเก่งในบ้านก็ตามที

สารภาพตามตรงนะครับ ว่าที่ผมและแฟนๆกลัวนาทีนี้
ไม่ใช่รีบ็อค สเตเดี้ยม หรือการโจมตีทางอากาศซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ของพวกโบลตันเลยซักนิด

แต่ที่กลัวน่ะ กลัวหวัด 2009 ของพวกเขาจะมาแพร่เชื้อใส่นักเตะของพวกเราน่ะซิครับ
สยดสยองกว่าเป็นไหนๆ.
- - "

Comment

Comment:

Tweet

นัดนี้ไม่ได้ดูแฮะ ติดไปค่าย

นึกว่า บอรินี่จะได้ลงตัวจริงนะนี่
เสียดาย

บทความเยี่ยมอีกแล้วครับ

#2 By ワークン on 2009-10-30 20:26

เขียนดีอีกแล้วคะ พี่เอ็กซ์ confused smile

โคลี่เก่งมากๆ เลย ขอชมหน่อย

สเตอริดจ์มีโอกาสเยอะมาก แต่ทำไม่ค่อยดี
แต่ก็นะ .. ลงตัวจริงอาจจะตื่นเกม ๕๕


ยังไง EPL ก็ สาม แต้ม !!!
cry

#1 By Penelope.4th on 2009-10-30 17:37