รีบอค สเตเดี้ยม
สนามนี้มีความทรงจำที่ไม่เคยจางสำหรับแฟนเชลซีทุกคน...

ภาพที่แฟรงค์ แลมพาร์ดเลี้ยงบอลหลบยัสเคไลเน่น ราวกับฝังแม่เหล็กติดปลายสตั๊ด
ก่อนจะเข่นเข้าไปจมที่ก้นตาข่ายเป็นประตูฝังเจ้าบ้านอย่างเลือดเย็นและอำมหิต พร้อมๆกับพาเชลซีการันตีสถานะ "แชมเปี้ยน" ของลีกสูงสุดที่รอคอยมานานนมจนนมบางคนยานไปถึงหัวเข่าได้แบบร้อยเปอร์เซนต์ภาพนั้น

สำหรับผม มันยังคงแจ่มชัดราวกับเหตุการณ์ที่ว่าพึ่งผ่านไปเมื่อคืนวานนี้เอง

ห้าปีให้หลัง ซุปเปอร์แลมพส์คนดีคนเดิม ก็มาเพิ่มตัวเลขในบัญชีนายพรานล่าตาข่ายเอาไว้ที่ 133 แผล (ในฐานะกองกลาง) ภายใต้เครื่องแบบสีน้ำเงินได้สำเร็จอีกครั้งด้วยลูกจุดโทษของถนัด
อีกทั้งยังสามารถกระเถิบอันดับในทำเนียบดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ขึ้นมานั่งยิ้มหวานอยู่ในอันดับที่สี่ เหนือยอดมือปืนในตำนานอย่าง "จิมมี่ กรีฟส์" ไปแล้วอีกต่างหาก
สุโค่ย! มั้ยล่ะครับ สำหรับจอมทัพหมายเลข 8 แห่งเดอะ บริดจ์รูปหล่อคนนี้

 

คงไม่ผิดไปจากนี้นะครับ หากบอกว่าโบลตัน วันเดอเรอร์ส ถือเป็นงูเหลือมเชื่องๆตัวนึงเมื่อมาพบกับเชือกกล้วยแข็งๆอย่างเชลซี ทุกครั้งที่ประลองยุทธ์กัน งูเหลือมตัวนี้ ไม่เคยดิ้นหนีมางับเชือกกล้วยอย่างเชลซีได้เลยซักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่เดอะ บริดจ์ หรือรีบอค สเตเดี้ยมก็ตาม
แม้แต่การดวลฝีเท้าในระยะเวลาห่างกันแค่ 3 วัน ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ความแตกต่างของแท็คติคที่อันเชลอตติวางในการพบกับเดอะ ทร็อตเตอร์สทั้งสองนัด อยู่ที่สถานะการเป็น "สิงห์เฝ้าถ้ำ" กับ "สิงห์ล่าเหยื่อ" แค่นั้นเองนะครับ

เกมกลางสัปดาห์ในศึกคาร์ลิ่ง "มิคกี้เม้าส์ (แต่เอานะ)" คัพ
เชลซีเปิดเกมรุกเข้าใส่อาคันตุกะเสื้อขาวแบบไม่ให้หายใจหายคอ ด้วยเวทย์มนต์จากปลายสตั๊ดของพ่อมดน้อย "โจ โคล" ก่อนทำนบที่แข็งกร้าวของโบลตันจะค่อยๆถูกกระเทาะทีละน้อยๆ สุดท้ายก็พังพาบพร้อมกับอาการทวารบาน อันเกิดจากการเข้ากระทำชำเราแบบไม่มียั้งหยุดของขุนแข้งสิงห์บลูส์
นับจำนวนแผลที่ได้กลับไปฝากพยาบาลที่รีบอค สเตเดี้ยมนั้นอุโฆษถึง 4 แผลเลยทีเดียว

แต่พอเปลี่ยนสถานะเป็นทีมเยือนบ้าง อันเชลอตติก็สาธิตสารคดี "สิงห์ล่าเหยื่อ" ภาคภาษาอิตาเลียนให้ได้ยลกันแบบอิ่มหนำแถมผลลัพธ์ที่ได้ ก็ฉกาจฉกรรจ์ไม่แพ้ตอนที่เป็นสิงห์เฝ้าถ้ำแต่อย่างใด

เชลซีกางตำรา "คาเตนัชโช่" ออกมาหลอกล่อโบลตันให้เดินหน้าเข้าหา ก่อนจะอาศัยอะไรบางอย่างที่เรียกว่า "เคาน์เตอร์ แอ็ทแท็ค" ตีหัวเดอะ ทร็อตเตอร์ส แบบเอาให้ตายไปข้าง โดยขออนุญาตยกประตูของ "เดโก้" มาเป็นตัวสนับสนุนความเชื่อนะครับ

เชลซีใช้การต่อบอลจากรับ มาเป็นรุกด้วยความเร็วพอๆกับเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ที่ชอบเสียตัวในวันวาเลนไทน์ หรือวันลอยกระทง (เกี่ยวมั้ย?) พวกเขาใช้การต่อบอลแค่ไม่กี่จังหวะ ก่อนจะจบลงด้วยลูกยิงที่หมดจดของตั๊ก บริบูรณ์ แดนฝอยทอง
บอลจากอเนลก้าคมกริบจนเลือดซิบ (ไม่ใช่กระดุม??) ช่วยฮาด้วยนะครับ) พอที่จะฆ่าแบ็คโฟร์ของโบลตันได้สบายๆ ขณะที่เดโก้ก็ไม่ลืมที่จะงัดสูตร "สี่เหลี่ยม+เอ็กซ์" ในวินนิ่งภาค 2000 (เก่ามาก) สังหารเข้าไปแบบน่าหลงใหลไม่แพ้อดีตชายงามอย่าง "น้องปอย" เลยทีเดียว

หรือที่มาของลูกจุดโทษที่แลมพส์ยิง นั่นก็เกิดจากเกมเคาน์เตอร์ แอ็ทแท็ค เช่นกันนะครับ
ลูกนั้นเป็นจังหวะที่โบลตันเสียบอลที่บริเวณทางขวาราวๆ 20-30 หลา หน้าประตูเชลซี ก่อนจอห์น เทอร์รี่ตัดบอลได้และเปลี่ยนเกมเร็วออกไปให้แฟร์เรยร่า (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) แล้วขึ้นเกมเร็วอีกแค่ 2 จังหวะจากเดโก้ และคิลเลอร์ พาสของบัลลัค แค่นั้นดิดิเย่ร์ ดร็อกบาก็หลุดเดี่ยวเลย
เหตุการณ์หลังจากนั้นก็คือใบแดงของซามูเอล และประตูขึ้นนำของเชลซีนั่นแหละครับ

ส่วนลูกที่สามและสี่ เป็นเพียงโบนัสจากการเล่นแบบ "สิงห์ล่าเหยื่อ" เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรน่าพูดถึงและกระแทกคีย์บอร์ดเท่ากับสิ่งที่ผมสังเกตเห็นต่อไปนี้เท่าไหร่

ผมรู้สึกว่าได้เห็นเชลซีเล่นแล้วชักเกิดอาการเสพติด "ทีมสปิริต" มากขึ้นทุกๆทีซินะครับ
ภาพที่นักเตะแต่ละคนโปรยรอยยิ้ม เข้ามากอดหรือลูบหัวกันเวลาที่ทีมทำประตูได้ มันขาดเสน่ห์ไปเยอะเลยหลังการหันหลังให้เดอะ บริดจ์ของเฮียมู อันเป็นที่รักของทั้งนักเตะและแฟนบอล

แต่หลังจากที่บิ๊กกุสกอบกู้สปิริตคืนกลับมา ผมมองว่ามันตกสะเก็ดมาถึงอันเชลอตติด้วย
ในห้วงอารมณ์ที่คิดเองเออเองของผม ผมสังเกตเห็นนักเตะที่อีโก้สูงหลายๆคนเล่นเพื่อทีมมากขึ้น จะเป็นบัลลัค, อเนลก้า, เดโก้ หรือดร็อกบาเองก็ตาม

วันนี้ขอโฟกัสไปแค่ที่เดอะ ดร็อก กับนิโก้ละกันนะครับ
ผมว่าเขาทั้งสองคนมีเซนส์บอลที่ทันกันมากๆและที่น่าชื่นชมมากไปกว่านั้น คือมือปืนทั้งสองจะไม่ฝืนหรือพะวงเรื่องการ "ยิงประตูของตัวเอง" มากไปกว่าทำยังไงก็ได้ให้ "ประตูของทีม" เกิดขึ้นก่อน หลังจากนั้นค่อยหาโอกาสทำผลงานให้ตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องจริงหรือผมคิดไปเองก็ไม่รู้
วานเพื่อนๆช่วยสังเกตอีกแรงแล้วกัน

ดร็อกบากับนิโก้นั้นจะมองหากันก่อนเลย เวลาที่ใครซักคนได้บอล และยินดีที่จะเปิดป้อนให้เสมอ หากเห็นว่าคู่หู หรือเพื่อนๆในทีมมีโอกาสในการเข้าทำที่ดีกว่า
โดยเฉพาะเจ้านิโก้นั้น ถอนตัวเองมาทำเกมราวกับเป็นเพลย์เมคเกอร์กลายๆเลยทีเดียว

ยอมรับครับว่าอันเชลอตตินั้นเข้ามาทำเชลซีให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่เหมาะสมอีกครั้ง หลังจากเมาหมัดกับการจากไปของมูรินโญ่พอสมควร
ถ้าจะให้เปรียบเป็นนักเรียนใหม่ อันเชลอตติก็เก็บคะแนนระหว่างเรียนไปได้มากในระดับที่น่าพอใจแล้วล่ะครับ

แต่ "ข้อสอบกลางภาค" ที่กำลังจะเดินทางมาถึงในสุดสัปดาห์นี้ต่างหาก ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าพี่แจ้ภาคอิตาเลียนคนนี้ มีความสามารถในการบริหารจัดการเชลซีได้ดีแค่ไหน

คนที่แบกข้อสอบมาให้อันเชลอตติก็ไม่ใครที่ไหนหรอกครับ
ก็แค่คนแก่ๆ แก้มแดงๆ คนนึง ที่ชื่อว่า "เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน" อาจารย์ใหญ่ของพรีเมียร์ลีก เท่านั้นเองแหละครับ พี่น้อง!!!

Comment

Comment:

Tweet

กรี๊ด สอบผ่านร้อยเต็ม !!

open-mounthed smile

#2 By Penelope.4th on 2009-11-04 18:35

เขียนดีอีกแล้วครับ

ชอบคำเปรียบเทียบของพี่อะ
อ่านแล้วมันรู้สึก สนุกอะครับbig smile

#1 By ワークン on 2009-11-04 02:19