พึ่งได้มีโอกาสไปนั่งดูภาพยนตร์ไทยที่ผมขออนุญาตโฆษณาให้ฟรีๆแบบไม่เสียเงินเลยว่า
"เอาไป 10 กะโหลก" เลยครับผู้กำกับฯ


เพราะนอกจากจะเป็นหนังที่ไม่มีนางเอกแล้ว เนื้อหาในนั้นยังจัดว่าเป็นหนังที่โหด, ดิบ, คลาสสิค และบิดหัวใจในตอนจบเอามากๆ
โดยเฉพาะฉากที่โชว์ร่างกายอันกำยำและเปลือยเปล่าของเป้ สเลอ ที่ทำเอาสาว (น้อยหรือสาวใหญ่ก็ไม่ทราบได้) เก้าอี้ข้างๆ นั่งกัดฟันกันกรอดๆ จนแทบจะโดดเข้าไปกัดคอเป้ในจอกันเลยทีเดียว

อยากบอกว่าฉากนั้นเป็นฉากที่เสียวที่สุดในเรื่องเลยล่ะครับ (เพราะถ้าเป้หันมาทางซ้ายอีกนิดเดียว รับรองเลยว่า อีน้องผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ได้หัวใจวายตายคาโรงแน่ๆ)
ยอมรับเลยว่า "เฉือน - ฆาตกรรมรำลึก" นั้นเป็นหนังไทยที่ดีที่สุดในรอบปีของพุทธศักราชนี้ (เท่าที่ผมได้ไปดูมา)

เช่นเดียวกับ "แมตช์หยุดโลก" ในวันอาทิตย์นี้ ที่อาจทำเอาผม "หยุดงาน" ในวันจันทร์ได้ง่ายๆ
หากผลการแข่งขันไม่เป็นไปดั่งใจปราถนา (เพราะสหายที่ทำงานนั้น จัดเป็นแฟนผีที่เข้าขั้นโรคจิตในระดับ "ล้อล้างโคตร" กันเลยทีเดียว)
ผมเชื่อว่าแมตช์นี้ น่าจะเป็นแมตช์ที่เชือดเฉือนกันสนุกทีเดียว ทั้งในเรื่องแท็คติค และการเดิมพันด้วยตำแหน่งจ่าฝูง (โยงเข้ากันได้เฉยเลยนะครับ)  

สิงโตน้ำเงินคราม จะเปิดถ้ำขนาดกะทัดรัดกลางลอนดอนรับมือ "แชมป์ 3 สมัยซ้อน" ที่อยู่ในความดูแลโดย "ป๋าเฟอร์กี้" ซึ่งผลลัพธ์จากเกมหยุดงาน เอ้ย! เกมหยุดโลกนี้มีคุณค่าถึง 6 แต้มตามทฤษฏีของการล่าแชมป์ลีกเลยทีเดียว

เช็คสภาพความพร้อมกันคร่าวๆก่อนละกันนะครับ
เชลซีค่อนข้างจะอ้วนท้วนเป็นเด็กสมบูรณ์ในเกือบจะทุกๆตำแหน่ง ขาดแค่สารอาหารในหมวดหมู่วิงแบ็คฝั่งขวา อันเนื่องมาจาก "โชเซ่ โบซิงวา" ขอลาป่วยและอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดบริเวณเข่า
ขณะที่ "โรนัลดินโญ่รัสเซียน" อย่างยูริ ชีร์คอฟ (ดูเชลซีทีวีเค้าเรียกว่า "เซอร์คอฟ") ก็ยังคงสาละวนกับพยาบาลที่เตียงคนไข้ในเดอะ บริดจ์ แต่ข่าวดีอยู่ที่อาจต้องรอทดสอบความฟิต ซึ่งก็หมายความว่าไม่น่าจะหนักอะไรมาก
ถึงกระนั้น ก็เชื่อว่าพี่แจ้แกคงไม่เสี่ยงใช้งานแน่นอน

ด้านอาจารย์ใหญ่ของพรีเมียร์ลีกนั้น ดูท่าจะปวดขมับ ตับแล่บ แสบลิ้น กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ มากกว่าเชลซีหลายกระผีกทีเดียว เมื่อมองไปที่ขุมกำลังในแนวกำแพงเหล็กหลังบ้านยังคงปราศจากเงาของ "ริโอ เฟอร์ดินานด์" กับ "แกรี่ 'I hate Scoucers' เนวิลล์" ที่เจ็บน่องและติดโทษแบนตามลำดับไหล่

แต่ข่าวดีก็คือ "เนมานย่า วิดิช" ปราการหลังตัวแกร่งที่เกลียดการดวลแข้งกับลิเวอร์พูล น่าจะกลับมาคอยประคองอีแวนส์ในเกมรับได้ทันเวลา ส่วนทางด้าน "อาร์ตตัวพ่อ" กับ "ปีกพ่อมด" ยังต้องรอเช็คความฟิตจนถึงนาทีสุดท้าย (ไม่รวมช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 7 นาที) กันต่อไป
ซึ่งคาดว่าน่าจะกลับมาลงเขย่าขวัญกองหลังเชลซีได้ทันเวลาทั้งสองคน

ส่วนคนที่ลงไม่ได้แน่ๆก็คือ "พาร์ค ชี ซอง" กับ "แดนนี่ เวลเบ็ค" เนื่องจากมีอาการเจ็บเข่าเหมือนกันทั้งคู่

ดูจากรายชื่อตัวผู้เล่นที่น่าจะลงสนามได้ทั้งสองทีมแล้ว หากมองโลกลูกหนังแบบเซียนพนัน เชลซีน่าจะเขมือบยูไนเต็ดได้แบบนุ่มลิ้นเลยซินะครับ

แต่เผอิญว่าฟุตบอลไม่ได้มีไว้เพื่อการดวลกันบนหน้ากระดาษ อีกทั้งฟุตบอลยังจัดเป็นกีฬาที่ไม่นิยมทำความสนิมสนมกับ "ความแน่นอน" เท่าไรนัก
ดังนั้น เหตุผลของเรื่องตัวผู้เล่น ผมจึงขออนุญาตบรรจงเก็บเข้าลิ้นชักไปพร้อมๆกับทฤษฏี หรือสถิติทั้งหลายแหล่ ที่กูรูกูรู้ทั้งหลาย ชอบนำมาเป็นตัวชี้วัดถึงความน่าจะเป็นต่างๆของฟุตบอลคู่บิ๊ก แมตช์

ผมขออนุญาตวิเคราะห์ จาก "ความน่าจะเป็น" โดยอาศัยการที่เป็นเพื่อนสนิทกับ "เชลซี " และเป็นคนรู้จักห่างๆกับ "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" มาเป็นตัวตั้งในการคาดเดาของเกมวันอาทิตย์นี้ละกันนะครับ

เชลซี กับ ยูไนเต็ด (ขอเรียกแมนฯยูฯ สั้นว่ายูไนเต็ดนะครับ) นั้นจัดว่าเป็นบอลถูกคู่ที่สุดในพุทธศักราชนี้ เมื่อมองไปที่ผลงานใน 5 ปีหลังสุด และตัวผู้เล่นที่สูสีดู๋ดี๋ คู่คี่เหมือนความน่ารักของ "แพทตี้" กับ "คริส หอวัง" ที่แยกไม่ออกจริงๆว่าจะเลือกใครมาเป็นคู่เดท (ในความฝัน) วันสงกรานต์ดี

ถึงสภาพทีมจะเป็นรอง แต่ผมเชื่อว่ายูไนเต็ดเป็นทีมที่มี "พลังแฝง" ในการดับซ่าส์ของทีมที่กำลังแรง อยู่ในระดับที่เรียกว่า "เกิดมาเพื่อสิ่งนี้" เลยทีเดียว
ตามมุมมองของคนชอบคิดมากอย่างผม ผมคิดว่าการจัดทัพของป๋า จะน่าสะพรึง และทำให้กองกลางของเชลซีตะลึงตึงตึงได้ ก็ในเมื่อป๋าเลือกใช้มิดฟิลด์คู่กลางที่มีความขยันหมั่นพียร, ดุดัน, ล่ำถึก, และอึดอันตราย เป็นจุดขาย

ซึ่งใครที่ว่านั้น คงหนีไม่พ้น "ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์" ลูกบุญธรรมของเฟอร์กี้คนนี้แหละครับ
เฟล็ท เดอะ เร้ด มีคุณสมบัติของกองกลางตัวโฮลด์ดิ้ง และเพลย์เมคเกอร์อยู่ในคนๆเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ
ไม่ว่าจะเป็นความขยัน, ความทุ่มเท, การอ่านเกม หรือแม้แต่การสอดขึ้นไปทำประตูสำคัญๆในบางโอกาส
ณ นาทีนี้ กัปตันเมืองขี้เมามีทุกสิ่งที่ป๋าต้องการจริงๆ

หากเกมตรงกลางสนามคือจุดยุทธศาสตร์ที่ทั้งสองทีมต้องการ
ยูไนเต็ดจำเป็นต้องใช้เฟล็ทเชอร์ คู่กับ แอนเดอร์สัน เพื่อใช้ความสดเข้าบดความเก๋าของขุนแข้งเชลซีแบบหนักๆเลยนะครับ

แอนเดอร์สันที่ใครหลายคนบ่นว่าหยุดการพัฒนาไปในปีนี้ แต่ในมุมมองของผม
แอนนี่เป็นคนที่สามารถเปลี่ยนเกมรับให้เป็นเกมรุกได้เร็วกว่าคาร์ริค แถมยังมีการทะลุทะลวงเป็นอาวุธลับ ยิ่งในสถานการณ์หนึ่งต่อหนึ่ง เจ้าพรีเดเตอร์หมายเลข 8 คนนี้สามารถม้วนบอลหนีเพื่อเปลี่ยนจังหวะการเล่นได้ง่ายและน่าทึ่งเอามากๆ ขนาดผมเป็นแฟนเชลซียังแอบชื่นชมเลย
อีกทั้งผลงานการเป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมของ "ตุ๊ดโต้ สปอร์ต" เมื่อปีก่อน ย่อมนำมาการันตีความพิเศษนี้ได้เป็นอย่างดี

นั่นเป็นสิ่งที่ผมยกให้เขาเหมาะกับเกมแบบนี้มากกว่าคาร์ริค ที่ดูนุ่มนิ่มเกินไปในบางจังหวะ (แต่ไม่ได้บอกว่าแอนเดอร์สันเก่งกว่านะ แค่มองว่าเหมาะกับสถานการณ์แบบนี้มากกว่า)
อีกทั้งหมายเลข 16 ของยูไนเต็ดเวลานี้ ยังไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่คุ้นตาเหมือนเมื่อสองปีก่อนเลยนะครับ ดังนั้นการถอดออกมานั่งบ้างในบางโอกาส น่าจะเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้กับเจ้าตัวได้ดีเหมือนกัน

ขณะที่ริมเส้นถ้ายูไนเต็ดเลือกใช้งานนักเตะที่กินเบนซิน 91 เป็นอาหารอย่างนานี่ กับ วาเลนเซีย
โอกาสที่จะหยุดการขึ้นเกมทางกราบของเชลซี ก็มีสูงทีเดียว

อย่างที่ทราบกัน ระบบไดมอนด์ของอันเชลอตตินั้นขับเคลื่อนโดยใช้วิงแบ็ค ถ้าหากยูไนเต็ดเลือกใช้ปีกที่มีความเร็วสูง (แต่ความเลวก็สูงเหมือนกัน อย่างนานี่) เข้ามากดดันแอชลี่ย์ โคล กับอิวาโนวิช ไม่ให้เดินเกมได้สะดวก
ผมเชื่อว่าเกมตรงกลางสนาม ยูไนเต็ดน่าจะครอบครองและยึดพื้นที่เอาไว้ได้หมด

ทั้งนี้ ไม่ได้ปรามาสเชลซีนะครับ
ผมจะมองว่าถึงยูไนเต็ดจะครองบอลบุกมากกว่า และต่อให้เชลซีเล่นในบ้านก็จริง
แต่ผมกลับค่อนข้างเชื่อว่าอันเชลอตติจะใช้เกมโต้กลับในการเผด็จศึกยูไนเต็ด และป๋าเฟอร์กี้ในเกมนี้ แทนการเข้าบดจนอาคันตุกะโงหัวไม่ขึ้น

ฟุตบอลในแบบอันเชลอตติตั้งแต่สมัยที่คุมมิลานแล้ว
เวลาเจอกับทีมในระดับที่พิกัดใกล้เคียงกัน มักจะงัด "คาเตนัชโช่" มาใช้เพื่อควักผลการแข่งขันทีต้องการ โดยพี่แจ้พร้อมเสมอหากต้องยักไหล่ให้กับความเอนเตอร์เทนแก่แฟนๆไว้ชั่วครู่ และไม่สนด้วยว่าจะเล่นที่ไหน

จำเกมกับลิเวอร์พูลกันได้มั้ยล่ะครับ เกมนั้นสาวกสิงห์บลูส์อึดอัดขนาดไหน กว่าที่จังหวะโต้กลับของพี่แจ้จะสัมฤทธิ์ผล  เกมนี้ผมคิดว่าน่าจะออกมาอีหรอบนั้นอีกครั้ง

รูปเกมที่ออกมา คงเป็นการช่วงชิงจังหวะในแดนกลางแบบ "ใครดี ใครอยู่"
คือใครออกบอลพลาด หรือเสียสมาธิไปแค่เสี้ยวนาที เชื่อได้เลยครับว่าบทลงโทษอาจรุนแรงถึงขั้น "ตาข่ายสนั่น" กันเลยทีเดียว

เอสเซียง คงบดบี้กับเฟล็ทเชอร์ หรือแอนเดอร์สันกันสนุก โดยมีบัลลัคกับแลมพาร์ด คอยสนับสนุนและคอยดีเลย์เกมรุกทางกราบของยูไนเต็ดไปในตัว (แถวบ้านเรียกควงกะ)
ด้านเทอร์รี่ กับ คาร์วัลโญ่ ยิ่งต้องเจอกับงานยากกว่าทุกที เมื่อคู่กองหน้าของยูไนเต็ด ไม่ใช่ประเภท "หน้าเป้า" แบบตอร์เรส ที่คอยหาจังหวะงามๆไว้ง้างไกยิงอย่างเดียว

แต่เบิร์บ กับ คุณพ่อหนูไคนั้น
จัดเป็นมือปืนที่ชอบยุกยิกๆ อยู่บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ 25-30 หลามากกว่า แล้วค่อยแอบย่องเบาขึ้นไปตีหัวคู่ต่อสู้ เวลาเผลอ
ยิ่งกว่านั้น ถ้าหากความคลาสสิคมีจริง พ่อน้องไคอาจได้โอกาสโชว์ท่าอุ้มลูกต่อหน้ากองเชียร์ในเดอะ บริดจ์ ด้วยซ้ำ หากดูจากสถิติเก่าๆ ที่เจ้าวาซซ่ามักถูกโฉลกกับเชลซีเสียด้วย

ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าคงไม่เกิดเรื่องคลาสสิคแบบนั้นขึ้นในวันอาทิตย์นี้หรอกนะครับ

ขณะที่เพชรฆาตฟากสีน้ำเงินนั้น ก็ต้องบอกว่า "ไม่ใช่อี้ๆ" เหมือนกัน
"นิโก้" กับ "เดอะ ดร็อก" ที่กำลัง "ฮอต ดร็อก" อยู่ในเวลานี้ จัดว่าเป็น "ของแสลง" ของยูไนเต็ดไม่น้อยหน้าไปกว่าเบิร์บ กับ รูนี่ย์ เท่าไหร่หรอกครับ
โดยเฉพาะเจ้านิโก้นั้น ยิงยูไนเต็ดมาแบบเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ประเดิมสนามเปิดตัวในสีเสื้ออาร์เซน่อลปี 98 (นัดนั้นอาร์เซน่อลชนะ 3-0), ในสีเสื้อซิตี้ (ถ้าความจำไม่คลาดเคลื่อน)
หรือสดๆร้อนๆ ก็สองปีก่อนที่นิโก้ยิงประตูชัยให้โบลตัน เฉือนเอาชนะยูไนเต็ดได้ที่รีบ็อค สเตเดี้ยม (แต่กับเชลซียังไม่เคย หวังว่าจะมาซะทีนะ อิอิ)

ขณะที่ใครๆต่างก็ยกให้เดอะ ดร็อกเป็นตัวเต็งในการเบิกร่องยูไนเต็ด
แต่มุมมองของผม กลับคิดว่าคนที่จะเป็นตัวแสบให้กับยูไนเต็ด น่าจะเป็น "นิโก้" กับ "แลมพส์" มากกว่า

มันมีเหตุผลนะครับ มันมีเหตุผล
ผมมองว่าเดอะ ดร็อกน่าจะถูกรุมล้อมจากนักเตะยูไนเต็ดไม่ต่ำกว่าสองคนทุกครั้งเวลาที่ได้บอล อันเนื่องมาจากความร้อนแรงดั่งดุจไฟพะเนียงในเวลานี้  ซึ่งถ้าโดนรุมกินโต๊ะขนาดนั้น ต่อให้ "เมพขริงๆ" ขนาดไหน ก็รอดยากนะครับ

นั่นทำให้นิโก้ ซึ่งในฤดูกาลนี้ถูกปรับให้โลดแล่นได้อย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องไปยืนค้ำที่หน้าประตู จะหาโอกาสและสอดเข้าไปทำประตูได้สะดวกกว่าดร็อกบา ที่น่าจะโดนล็อคอย่างแน่นหนาจากวิดิช และอีแวนส์

ตัวสำรองของทั้งสองทีม ก็เป็นอีกปัจจัยนึงที่สามารถเปลี่ยนโฉมของเกมจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลย
ซึ่งตรงนี้ ผมขอยกเครดิตให้เชลซีแบบไม่ได้ลำเอียงแม้แต่น้อย

ไม่ใช่แค่ในส่วนผู้เล่นนะครับ แต่ผมมองไปถึงตัวผู้จัดการทีมด้วย
ผมสังเกตเห็นความสามารถในการแก้เกมระหว่างพักครึ่งของอันเชลอตติมาหลายนัดแล้วล่ะครับ จากเกมที่ครึ่งแรกตื้อๆเนี่ย กลับมาในครึ่งหลังการต่อเกมต่อบอลไหลลื่นกว่าเดิมมากทีเดียว
ดังนั้น ลึกๆแล้วผมเองค่อนข้างเชื่อมือของพี่แจ้ในการแก้เกมในระดับนึง และแอบเชื่อด้วยว่าเกมนี้เราอาจจะได้เห็นอะไรแบบนั้นอีกครั้ง

ปัจจัยอีกอย่างที่สำคัญระดับหมีแพนด้าคลอดลูกสำหรับเกมบิ๊กแมตช์แบบนี้ก็คือ "ความผิดพลาดในแนวรับ"
เกมกับลิเวอร์พูล เชลซีใช้โอกาสจากความหละหลวมของคาราเกอร์และแบ็คโฟร์ เข้าไปล่อเป้าเน้นๆ ถึง 2 เม็ด
ขณะที่ยูไนเต็ด ก็ใช้ความเก๋าเข้ากดดันจนดิยาบี้ วิ่งเข้าไปบี้ประตูตัวเองจนพังพินาศคาโรงละครแห่งความฝันมาแล้ว หรือแม้แต่ความผิดพลาดของเฟอร์ดินานด์ในแดงเดือดครั้งล่าสุดเองนั่นก็ใช่

ดังนั้น ฟุตบอลลูกกลมๆอยู่เหนือการควบคุมและคาดเดาก็จริง
แต่เพียงแค่มีความมั่นใจ และระเบียบวินัยของนักเตะ ผมเองยังเชื่อว่า บอลลูกกลมๆก็สามารถบังคับให้ออกมาในรูปแบบที่ต้องการได้ อยู่ที่สมาธิและการเล่นตามแท็คติคอย่างเคร่งครัด
ซึ่งถ้าเชลซี หรือ ยูไนเต็ด ทีมไหนก็ตามที่เล่นได้อย่างที่ว่ามา โอกาสเป็นผู้ชนะก็มีสูง

แต่ถ้าหากให้ฟันธงลงสกอร์กันล่ะก้อ
ผมกลับเชื่อใน "พลังแฝง" ของยูไนเต็ดเสียอย่างนั้น

แฟนสิงห์บลูส์อย่าโกรธกันนะครับ
หากผมจะคิดว่าเกมนี้เราอาจทำได้แค่ "เสมอ" หรืออาจมีพลิกล็อคจากพลังแฝงของพวกเสื้อแดงได้
ก็แค่ทรรศนะบนความเชื่อในสังหรณ์เท่านั้นเอง (ซึ่งผมเองก็หวังว่าสังหรณ์ของผมจะทำงานผิดพลาด)

อย่างที่เคยบอกไปบ้างแล้วว่า เกมนี้สำหรับอันเชลอตติมีความหมายมากกว่า 3 แต้มธรรมดา
แต่มันสำคัญระดับที่จะเป็นตัวชี้วัดได้เลย ว่าพี่แจ้ภาคอิตาเลียนคนนี้ เป็น "ของจริง" หรือ "ของปลอม" สำหรับเชลซีกันแน่

และแฟนๆเชลซีก็หวังเหลือเกินครับ ที่จะได้ยินเพลง "แสนรัก" จากปากของแกมากกว่าเพลง "โอ๊ย..โอ๊ย"
เหมือนที่บิ๊กฟิลชอบร้องให้เชลสกี้ส์ฟังเมื่อช่วงเวลาเดียวกันนี้ ของปีที่แล้ว.

Comment

Comment:

Tweet