ห้วงนาทีหลังจากกัปตันจอห์นคนดีของเหล่าเชลสกี้ส์ สะกิดขึ้นขวิดลูกหนังเหลืองๆให้ปลิวละลิ่วไปนอนคุดคู้อยู่ที่ก้นตาข่ายของยูไนเต็ดได้นั้น
ซีลีบัมที่มีรอยหยักไม่มากเท่าเส้นมาม่าของผม ครุ่นคิดถึงชื่อคอลัมน์ในวันนี้ไว้มากมายหลายชื่อเลยทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็น
"ของขวัญแด่หนูโจ", "แรงแค้นจากมอสโก", "คาเตนัชโช่ โชว์ที่เดอะ บริดจ์", "ชอบเค้าบ้างหรือยังครับ กับอันเชลอตติ" หรือแม้แต่ชื่อที่เน้นเอาฮาเข้าว่าอย่าง "ใครก็ดร้ายยยยย หยุดผมที........." ก็แว่บเข้ามาอยู่ในห้วงความคิดกับเค้าด้วยเหมือนกัน

แต่แล้วคำสบถที่เหม็นกว่าตดของคนท้องผูก จากลิ้นไก่ของแฟนผีบางคนในบาร์แถวบ้านผม
ก็ทำให้ชื่อทั้งหมดเป็นหมันลงไปโดยปริยาย เมื่อพี่คนนั้นหลุดปากหันมาด่าผมด้วยคำๆนึง ที่เจ็บแปล๊บๆและแสบๆคันๆในหัวใจไม่ต่างจากการโดนน้องแพทตี้ อังศุมาลิน บอกเลิกในวันครบรอบ 2 ปีที่รู้จักกัน (ในความฝัน) เท่าไรนัก

"พวกเอ็งมันไม่มีตำนาน ไม่มีประวัติศาสตร์ เชียร์เพราะว่าทีมมันพึ่งดัง ไอ้อ่อนเอ๊ย"
พูดจบพี่ท่านก็เช็คบิล แล้วพาร่างที่ไร้สมองเดินอาดๆออกจากร้านไปแบบน่าเวทนาในสายตาของผมอย่างที่สุด

นั่นเลยเป็นที่มาของชื่อคอลัมน์ในวันนี้ ด้วยประการละฉะนั้นขอรับ

มอสโก 2008
ภาพแห่งความเจ็บปวดภาพนั้นของเทอร์รี่ที่รัก ยังไม่เคยสลัดไปจากห้วงความทรงจำได้เลยซักครั้งสำหรับผม
และเชื่อว่าบิ๊กจอห์นเองก็ด้วย

เหตุการณ์หลังจัตุรัสแดง เชลซีไม่เคยได้รับการชูมือเหนือยูไนเต็ดอีกเลย (ภายในเวลา 90 นาที) ไม่ว่าจะเป็นในรายการไหนก็ตามที่ได้มีโอกาสห้ำหั่นกัน
พรีเมียร์ลีกถูกสอนบอลในโรงละครแห่งความฝันร้ายถึง 3-0, ขณะที่ในเดอะ บริดจ์ก็ต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่จนลิ้นแทบห้อย กว่าจะได้เฮก็ลากยาวมาจนถึงช่วง 10 นาทีสุดท้าย
ในชปล. น่าจะได้ถอนแค้นคืนจากมอสโกอยู่แล้วเชียว ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุจากปอดของเปาหัวเหม่งจากนอร์เวย์ที่พ่นลมไม่ออกทุกทีเวลาเชลซีถูกทำฟาวล์ในเขตโทษเสียก่อน

กับคอมมิวนิตี้ ชิลด์ไม่อยากนับรวม เพราะเป็นเสมือนเกมที่เรียกความพร้อมก่อนลุยศึกใหญ่ที่กำลังจะเดินทางมาถึงอย่างพรีเมียร์ลีกมากกว่าจะเอาจริงจนถึงขั้น "ถอนแค้น" แบบในแมตช์ที่ผ่านมา

จนกระทั่ง "คาเตนัชโช่" ของอันเชลอตติ นี่เองที่ช่วยปลดเปลื้องความแค้นในหัวใจของเชลซีและเทอร์รี่ ให้หลุดพ้นจากพันธนาการของฝันร้ายที่มอสโกได้เสียที
ถึงจะเป็นเพียงฝันเล็กๆที่มีค่าเพียงแค่ 3 แต้มก็ตาม

พยักหน้ายอมรับเลยว่าการแพ็คกองกลางที่แน่นปั้กถึง 5 นายของอาจารย์ใหญ่เฟอร์กี้นั้น ช่วยกลบจุดบอดในแนวรับได้สนิทจนศิษย์เชลซียังแอบส่ายหน้าเลยขอรับ

อย่างที่ผมได้คาดไว้ ว่าหากจะเอาเกมตรงกลางสนามของเชลซีให้อยู่ ยูไนเต็ดต้องเรียกใช้งานของ "อันแดร์สัน" กับ "เฟล็ทเชอร์" มาช่วยกันพะบู๊กับไดมอนด์ของเชลซีเท่านั้นถึงจะเอาอยู่
ต่างไปก็ตรงที่ว่าเฟอร์กี้เลือกใส่ตัวโฮลด์ดิ้งที่อ่านเกมเก่งอย่าง "คาร์ริค" ลงมาเพื่อเพิ่มสมดุลอีกหนึ่งคน

แล้วก็ได้ผลเสียด้วย

เกมนี้ดวลกันเดือดมากในแง่ของการชิงไหวชิงพริบบริเวณจุดยุทธศาสตร์กลางสนาม
ไดมอนด์ของเชลซีแผงฤทธิ์ได้แค่ราวๆ 10-15 นาทีแรก โดยอาศัยการต่อบอลที่เร็วและค่อนข้างแม่นยำ เพื่อถ่ายออกไปให้คู่กองหน้าได้เข้าทำอยู่บ่อยครั้งในช่วงต้นเกม แต่ก็ได้แค่วูบวาบและหวือหวาเป็นระยะๆเท่านั้น

ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ดูท่าจะกดดันตัวเองถึงผลงานในเกมนี้มากเกินไป จนหลายๆครั้งเล่นบอลเห็นแก่ตัวมากเกินพอดีจนผิดธรรมชาติ ขาดการประสานงานที่เคยไหลลื่นกับอเนลก้า จนทำให้แบ็คโฟร์ของยูไนเต็ดเล่นง่าย ไม่เดือดร้อนระดับไฟไหม้บ้าน เหมือนนัดที่เอาชนะลิเวอร์พูล
ซึ่งเป็นจุดที่น่าเสียดายมาก

แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องไม่ลืมที่จะชมอีแวนส์ด้วยนะครับ ที่อาศัยการอ่านเกมที่เฉียบขาดเกินวัย หยุดยั้งมหันตภัยจากโกต ดิวัวร์ เอาไว้ได้แบบน่ากระแทกมือดังๆให้เลย
ฟอร์มแบบนี้เฟอร์ดินานด์ต้องเร่งตัวเองแล้วล่ะครับ ไม่งั้นเผลอๆอาจมีเซอร์ไพรส์จากป๋าก็เป็นได้

ด้านวิงแบ็คของทั้งสองฝั่ง ก็ดวลกันสนุกไม่แพ้การพะบู๊ในแดนกลางเลยทีเดียว
แอชลี่ย์ โคล, อิวาโนวิช, เอวร่า และ โอเช ทั้งสี่หน่อผลัดกันขึ้นมาสลับดอกในการเติมเกมรุก และลงมาช่วยเกมรับกันแบบเลือกไม่ถูกเลยว่า ฝั่งไหนที่ทำงานตรงนี้ได้ดีกว่ากัน
ถ้าให้เลือก ผมคงต้องยกให้เจ้าอิวาโนวิช แบบไม่มีลำเอียงและมีเหตุผลเข้ามาประกอบ

แบ็คขวาจากเซอร์เบียหน้าหวานรายนี้ ดูจะเป็นพวกที่เกิดมาเพื่อเล่นเกมใหญ่เหมือนเฟล็ทเชอร์เลยนะครับ
จังหวะรุก แน่นอนว่าอาจไม่หวือหวาเท่าโบซิงวา แต่จังหวะรับหรือดีเลย์เกมรุกของยูไนเต็ดนี่แหละครับ ที่เป็นประโยชน์ต่อเชลซีอย่างรุนแรง
เอวร่าอาจมีความเร็วเหมือนคนที่กินน้ำมันเบนซิน 91 เป็นอาหารก็จริง แต่การอ่านทางบอลของอิวาโนวิช ผนวกกับการได้รับความช่วยเหลือจากบัลลัคในแทบจะทุกๆจังหวะ ก็ทำให้ว่าที่แบ็คซ้ายที่เก่งที่สุดในโลกอย่างเอวร่าถึงกับไปไม่เป็นกับเค้าเหมือนกัน
แถมยังมีเตะหลุดให้เห็นในช่วงท้ายๆเกมอีกด้วย

เกมตรงกลางสนามเชลซีดูดีกว่ายูไนเต็ดแบบเล็กน้อยในครึ่งแรก
แต่ในครึ่งหลังนี่ซิครับ กลับเป็นยูไนเต็ดที่ปรับหมากแก้เกมได้ดีและถูกจุดกว่าเชลซี จึงสามารถครองบอลได้มากกว่าถึง 70-30 เลยทีเดียว

แต่จะเลือกมองมุมไหนล่ะครับ?
ถ้าหากคุณรู้จักอันเชลอตติดี คุณจะไม่แปลกใจกับหมากกลแบบนี้ในเกมใหญ่ๆของพี่แจ้เวอร์ชั่นอิตาเลียนคนนี้เลยแม้แต่น้อย

ผมวิเคราะห์ก่อนเกมไว้แล้วว่าเกมนี้อันเชลอตติจะไม่กางตำราเกมรุกเข้าใส่ยูไนเต็ดอย่างแน่นอน
ต่อให้เล่นในบ้านและฟอร์มระยะหลังดุขนาดไหนก็ตาม ผมเชื่อว่าอันเชลอตติจะเล่นแบบ "ตีหัวเข้าบ้าน" เพื่อให้ยูไนเต็ดกระจายกำลัง แล้วหวังให้เกิดช่องว่างในการจู่โจมแบบฉับพลัน (หรือที่ดอคเตอร์เหลือง เรียกว่า"เคาน์เตอร์ แอ็ทสะแท็ค" นั่นแหละครับ)
และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ในครึ่งแรก เชลซีคงประเมินแล้วว่ากองกลางยูไนเต็ดแพ็คแน่นพอที่จะช่วยงานกองหลังได้สบายๆ
ดังนั้นช่องทางที่เชลซีจะตีทำนบของคนเสื้อแดงให้แตกได้ น่าจะมาจากการเข้าทำแบบ "เซท เพลย์" มากกว่า
สังเกตได้เลยครับ ว่าพอเริ่มครึ่งหลังเป็นต้นมา เชลซีพยายามดึงเช็งเพื่อเรียกฟาวล์จากยูไนเต็ดเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของสนามก็ตาม

ทั้งนี้ก็เพื่อชะลอเกมที่กำลังไหลลื่นของยูไนเต็ด และหวังจะเผด็จศึกไปด้วยในตัว
ซึ่งต้องบอกว่าได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากรรมการเหมือนกัน ในฐานะเจ้าบ้าน

พอปราการสีแดงของยูไนเต็ดถูกทลายลงจากการเล่นเซ็ท เพลย์
ความเชื่อข้างต้นของผม ก็ยิ่งตอกย้ำให้เด่นชัดขึ้นมากกว่าเดิม

เชลซีเล่นแบบอิตาเลียนอย่างแท้จริง เป็นการเล่นแบบที่ชวนทะเลาะหากคุณไม่นิ่งมากพอ
ไม่ว่าจะเป็นการเตะถ่วง, ยั่วโมโห, เจ็บนานและเน้นการต่อบอลด้วยเท้าไปมา เพื่อทำลายสมาธินักเตะยูไนเต็ด
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหมากกลเล็กๆ ที่มีผลต่อจิตวิทยาของผู้ตามอย่างได้ผลชะงัดนักเลยล่ะครับ แล้วก็ไม่ใช่ว่าเชลซีใช้มุกแบบนี้ทีมเดียวซะที่ไหน

ยูไนเต็ดเองก็เคยใช้กลยุทธ์อะไรแบบนี้มาแล้วเวลาเจอทีมที่เล่นดีกว่าหลายครั้งเหมือนกัน (โดยเฉพาะในชปล.)

ดังนั้น ข้อถากถางในเรื่องการเล่นบอลอุด หรือบอลตุ๊ดที่ชอบด่ากันนั้น ผมขออนุญาตเขี่ยทิ้งลงถังขยะไปนะครับ
เพราะนอกจากจะเป็นความคิดที่แสดงให้เห็นว่าไม่แตกฉานในศาสตร์ลูกหนังแล้ว ยังเป็นการโชว์ตัวให้โลกเห็นด้วยอีกว่า "ฉลาดน้อย แล้วอวดว่าฉลาดมากๆ" อีกต่างหาก

ด้านพารากราฟสุดท้าย วันนี้ผมขออุทิศแด่เทอร์รี่ ผู้เสกสามแต้มอันล้ำค่าให้เชลซีนะครับ
ดูเหมือนว่าฟอร์มการเล่นและประตูนี้ของบิ๊กจอห์น จะยิ่งตอกย้ำให้คาเปลโล่และสื่ออังกฤษได้กระจ่างแล้วว่าบิ๊กดอน "เลือกคนไม่ผิด" จริงๆ กับบทบาทผู้นำทีมชาติอังกฤษ

ทั้งๆที่ก่อนเกมไม่กี่ชั่วโมง ข่าวฉาวของพ่อผู้บังเกิดเกล้าของเขาที่ไปพัวพันกับยาเสพติด กำลังโหมกระพือที่หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ แบบฮือฮา และน่าจะมีผลต่อจิตใจกันบ้างไม่มากก็น้อย
แต่ "เทอร์รี่ คนหัวใจสิงห์" ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เขาเป็นมืออาชีพและมีบุคลิกของผู้นำมากขนาดไหน

ไม่แปลกเลยครับ
หากวันนึงเราจะเห็น "คนหัวใจสิงห์" คนนี้ยืนอยู่ในที่ที่เดียวกับที่อันเชลอตติยืนอยู่ในวันนี้ที่ขอบสนามของสแตมฟอร์ด บริดจ์.


Comment

Comment:

Tweet

สุดยอดทุกๆ บทความเลยครับเนี่ยconfused smile

#2 By ワークン on 2009-11-12 22:25

อะโหย .. "ไม่มีประวัติศาสตรฺ" เจ็บใจได้อีก
ทีมเรามันลูกเมียน้อย !!
(บอร์ด chelsea.in.th ชอบพูดตอนรู้สึกน้อยใจ)

ไม่รู้จะเม้นไรอะ ..
พี่เอ็กซ์เขียนดี ไร้คำสรรเสริญ


big smile

#1 By Penelope.4th on 2009-11-12 19:49